previous arrow
next arrow
Slider
ผมร่วมกิจกรรมจัดงาน อินเดีย อินเตอร์เนชั่นแนล เทรดแฟร์ อยู่ประมาณ 5-6 ปี ตอนหลังกรมฯไม่มีนโยบายไปร่วม ซึ่งผมก็เห็นด้วย เนื่องจากเราช่วยเขามา 5-6 ปี จนเขาประสบความสำเร็จ ถ้าเราเอาเงินตรงนี้ไปทำเมืองอื่นต่อไป น่าจะเกิดผระโยชน์มากขึ้น เป็นการขยายสินค้าไทยไปในเมืองที่ยังไม่รู้จัก กูวาฮาตี…คือเมืองที่ผมหมายตา กูวาฮาตี เมืองนี้ตั้งอยู่ในรัฐอัสสัม มีการจัดงานแสดงสินค้าเยอะมาก แต่เป็นเมืองที่คนไทยไม่รู้จัก ไม่รู้ว่าตั้งอยู่ตรงไหน ซึ่งผมต้องขอบคุณผู้อำนวยการสำนักงานในเวลานั้นที่ช่วยเปิดทางให้ผมทำงานได้อย่างเต็มที่ อำนวยความสะดวกให้หมด แม้จะยังมองไม่เห็นว่าการไปจัดงานแสดงสินค้าในเมืองนี้จะประสบความสำเร็จหรือเปล่า                สาเหตุที่ผมสนใจเมืองกูวาฮาตีและรัฐอัสสัมเป็นพิเศษเนื่องจากผมเคยอ่านหนังสือของ บุญยงค์ เกิดเทศ เขียนเกี่ยวกับรัฐนากาแลนด์ ซึ่งตั้งอยู่ติดกับรัฐอัสสัม การเข้าไปรัฐนากาแลนด์เมื่อกว่า 30 ก่อนไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเป็นเมืองที่อยู่ในหุบเขา แทบจะเรียกได้ว่าตัดขาดจากโลกภายนอก เผลอๆอาจโดนกฎหมายเล่นงาน แต่คนเขียนเขากล้าไป ทำให้ผมเกิดแรงบันดาลใจอยากเข้าไปสัมผัสพื้นที่ดังกล่าวซึ่งตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ภูมิภาคนี้มีทั้งหมด 7 รัฐ เราจึงเรียกว่า รัฐ 7 สาวน้อย ประกอบด้วย รัฐอรุณาจัล (ARUNACHAL) รัฐนากาแลนด์ (NAGALAND) รัฐมณีปุระ (MANIPUR) รัฐมิโซรั่ม (MIZORAM) รัฐตริปุระ (TRIPURA) รัฐอัสสัม (ASSAM) และรัฐเมฆกัลยา (MAGHALAYA) รัฐ...
ผมเป็นข้าราชการ ทำงานตรงไหนก็ได้ อย่างน้อยเราอยู่ต่างจังหวัดมาก่อน เรียนรู้จากความไม่เจริญ ไม่สมบูรณ์ ไม่หรูหรา มาเจอบรรยากาศในอินเดีย รับได้สบาย  อยู่ได้และกลมกลืนกับคนอินเดียได้อย่างง่ายดาย งานแรกที่ผมดำเนินการคือการสืบค้นว่าอินเดียมีงานแสดงสินค้าอะไรบ้าง งานไหนดีที่สุด ใหญ่ที่สุด  จนไปเจองาน..อินเดีย อินเตอร์เนชั่นแนล เทรดแฟร์ ซึ่งจัดประจำทุกปีในกรุงนิวเดลี เข้าไปคุยกับผู้จัดงานว่าอยากนำผู้ประกอบการไทยมาร่วมออกบูธ เขายินดีมาก อยากให้มา เพื่องานจะได้มีสันมากขึ้น หลังได้รับไฟเขียวจากผู้จัดงาน ผมทำบันทึกเข้ามาที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ยุคนั้นเรียกว่ากรมส่งเสริมการส่งออก) กระทรวงพาณิชย์ ทำรายละเอียดนำเสนอข้อมูลว่าดีอย่างนั้นอย่างนี้ มีโอกาสการค้าอย่างไร ถ้ามาแล้วจะมีผลดีในอนาคตอย่างไร กระทั่งได้ผู้ประกอบการมาร่วมออกบูธ 20 ราย ฝ่ายอินเดียก็โปรโมตใหญ่เลยว่าจะมีสินค้าไทยมาร่วมออกงาน เสื้อผ้า เครื่องประดับ รองเท้า ของตกแต่ง ฯลฯ ปรากฏว่าขายดีมาก เนื่องจากที่ผ่านมามีแต่สินค้าอินเดีย อยู่ๆมีสินค้าไทยเข้ามาสร้างสีสัน กิ๊ฟหนีบผม ที่ติดตู้เย็นยังขายหมด แม้ราคาสินค้าไทยจะแพงกว่า แต่ดูดีกว่า อะไรก็ขายได้ ผู้ประกอบการพูดกันปากต่อปาก ปีที่ 2 กรมฯขอเพิ่มเป็น 40  บูธ ปีที่ 3 เพิ่มเป็น 60 สุดท้ายขอเพิ่มเป็น 80 บูธ กลายเป็นงานดังที่สุดงานหนึ่ง
ปี 2547 ผมได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้ไปประจำการเป็นผู้ช่วยทูตพาณิชย์ ณ สำนักงานการค้าในต่างประเทศ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ความรู้สึก ณ เวลานั้นคือ ตื่นเต้น ตกใจ และ ดีใจ แน่นอนว่า การได้รับแต่งตั้งให้ไปประจำการในต่างประเทศสำหรับข้าราชการธรรมดาคนหนึ่งต้องถือว่าน่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะตำแหน่งในต่างประเทศที่ใครก็หมายปอง เพียงแต่ว่าประเทศที่ได้รับมอบหมายให้ไปประจำการคือ..อินเดีย ดินแดนที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป (ถ้าเลือกได้) เมื่อเทียบกับประเทศที่เจริญแล้วอย่างจีน สิงคโปร์ ญี่ปุ่น สหรัฐฯ หรือ ยุโรป อย่างไรก็ตาม! สำหรับผมอินเดียก็ไม่ได้ขี้เหร่สักเท่าไหร่ เนื่องจากผมเติบโตมาในต่างจังหวัด บนเกาะสมุย เริ่มต้นรับราชการในจังหวัดเล็กๆภาคอีสาน สมบุกสมบันมาพอสมควร อินเดียสำหรับผมจึงถือเป็นโอกาสใหม่ที่น่าสนใจ อย่างน้อยก็เป็นประเทศที่มีอารยธรรมเก่าแก่ รุ่งเรืองมานาน กระนั้นก็ตาม! พลันที่เท้าผมแตะสนามบินก็รู้สึกหดหู่ไม่น้อย สภาพสนามบินนิวเดลีตอนนั้น ทั้งเก่าและซ่อมซ่อ มืดๆ ทึมๆ พื้นดำเลอะเทอะ ไม่มีสีสันชวนอภิรมย์เลย พอผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองเดินไม่ถึง 50 เมตรออกมาข้างนอกแล้ว ไม่มีบันไดเลื่อน ไม่มีมีร้านค้า สำนักงานทูตพาณิชย์ในกรุงนิวเดลียุคนั้นมีบรรยากาศค่อนข้างเงียบเหงา แทบไม่ได้ทำกิจกรรมอะไร เพราะมูลค่าการค้าระหว่างอินเดียกับไทยน้อยมาก ประมาณ 2-3 พันบ้านบาทต่อปี ที่สำคัญสินค้าไทยที่ส่งออกไปขายอินเดียยังไม่เป็นที่สนใจของนักธุรกิจไทย อินเดียจึงเปรียบเสมือนตลาดนอกสายตา ทว่า! ในความไร้เสน่ห์กลับกลายเป็นความท้าทายสำหรับผม คนที่ชอบคิดและทำ นอกกรอบ ความคิดแรกที่ผุดขึ้นในสมองของผมในวันแรกที่เดินทางไปยังสำนักงานคือเราจะต้องนำประสบการณ์จากการทำงานกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในเมืองไทยมาใช้ที่นี่ โดยเฉพาะการจัดงานแสดงสินค้า ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ผมถนัดและทำมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การเปิดตลาดพานักธุรกิจจังหวัดกาญจนบุรีบุกตลาดเมียนมา หรือ...
“ปวดคอ มือชา ปวดร้าวที่แขน” อย่าปล่อยไว้ เสี่ยงเป็น “หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท” อันตรายถึงขั้นอัมพฤกษ์อัมพาต ข่าวของ“ตูน-อาทิวาห์ คงมาลัย” นักร้องนำวงบอดี้สแลม ที่เข้าโรงพยาบาลด้วยอาการนิ้วมือข้างซ้ายมีอาการอ่อนแรงลง รวมถึงมีอาการชาบริเวณมือ  ซึ่งในเบื้องต้นแพทย์ได้ตรวจพบว่าเป็นอาการของ     “โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท” แม้จะยังไม่เข้าขั้นวิกฤต แต่ต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิด สร้างความตระหนกตกใจให้กับแฟนคลับและคนทั่วไปอยู่ไม่น้อย  และทำให้หลายคนสงสัยว่าต้นเหตุของโรคหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาทเกิดจากอะไร รวมถึงใครคือกลุ่มเสี่ยงบ้าง มีข้อมูลที่น่าสนใจจาก โรงพยาบาล พริ้นซ์ สุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ ในเครือ“พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์” เปิดเผยโดย นายแพทย์ปวินท์ เกษมพิพัฒน์ชัย แพทย์ศัลยศาสตร์กระดูกและข้อเเละศัลยกรรมกระดูกสันหลัง ประจำคลินิกพิเศษด้านกระดูกสันหลัง Absolute Spine Care โรงพยาบาล  พริ้นซ์ สุวรรณภูมิ เกี่ยวกับอาการเหล่านี้มาให้ได้ลองสังเกตกัน โอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกคน โรคหมอนกระดูกทับเส้นประสาท เป็นภาวะความเสื่อมสภาพของโครงสร้างกระดูกสันหลัง ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกคน เนื่องจากการทำพฤติกรรมผิด ๆ บางอย่างเป็นประจำ เช่น การก้มคอเล่นมือถือ การนั่งหลังไม่พิงพนักพิง การนั่งท่าเดิมเป็นเวลานานโดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถ การนั่งโต๊ะทำงานอย่างผิดสุขลักษณะ การยกของหนัก การสะพายกระเป๋าหนัก ๆ...
ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็น “คลื่นลูกใหม่” ในฐานะผู้นำเทรนด์เศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต ผู้คนหันมาปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างกว้างขวางสอดรับกับชีวิตวิถีใหม่ ซึ่งเทรนด์นี้มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ผลการศึกษาของ Deloitte พบว่าผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับประโยชน์อย่างมากจากเทคโนโลยีดิจิทัลในชีวิตประจำวันในหลายแง่มุม โดยโมบายล์แอพ 4 ประเภทที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ได้แก่ ความบันเทิง อี-คอมเมิร์ซ บริการในชีวิตประจำวัน และบริการด้านการเงิน ล่าสุด อาลีเพย์ (Alipay) ได้ร่วมมือกับกลุ่มอาร์ติสท์หญิงที่กำลังมาแรงจากประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย ในการถ่ายทอดภาพวิถีชีวิตดิจิทัลในแต่ละประเทศ ลงบนภาพดิจิทัลอาร์ตผ่านมุมมองของศิลปิน ไทย ผู้บริโภคชาวไทยชอบเสพความบันเทิงดิจิทัลเป็นอย่างมาก เช่น บริการสตรีมมิ่งเพลงและวิดีโอ Deloitte พบว่าประเทศไทยมีจำนวนผู้ใช้ที่ “อิน” กับการเล่นโซเชียลมีเดียมากที่สุดในภูมิภาคนี้ ด้วยสถิติการใช้งานโดยเฉลี่ยวันละ 2 ชั่วโมง 55 นาที เทรนด์ดังกล่าวได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับ มนัสวี โรจนพรรณ ศิลปินและนักวาดภาพประกอบคนไทย ด้วยเช่นกัน โดยเธอกล่าวว่า “พิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงหลายแห่งทั่วโลกเปิดจัดแสดงนิทรรศการทางออนไลน์ในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาด ช่วยให้ผู้คนที่ไม่มีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์โดยตรงสามารถเพลิดเพลินกับประสบการณ์การเข้าชมพิพิธภัณฑ์เสมือนจริงได้จากที่บ้าน” ฐิติพร กลิ่นทโชติ นักวาดภาพประกอบและกราฟิกดีไซเนอร์ของไทย แชร์มุมมองว่า “ในช่วงล็อคดาวน์ ประชาชนยังคงสามารถสนุกสนานและผ่อนคลายอยู่ที่บ้าน ด้วยการเชื่อมต่อออนไลน์และเยี่ยมชมแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ เพื่อดูวิดีโอ ฟังเพลง และสังสรรค์กับเพื่อนๆ ในงานปาร์ตี้แบบเสมือนจริง” นอกจากนี้ ความนิยมในโซเชียลมีเดียยังถือเป็นรากฐานสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ โดยในประเทศไทย 51% ของลูกค้าออนไลน์ซื้อสินค้าผ่านทางโซเชียลมีเดีย วิศัลย์ศยา ลอยสไว นักวาดภาพประกอบอิสระของไทย บอกเล่าว่า “คนไทยใช้สมาร์ทโฟนกับทุกๆ เรื่อง ตั้งแต่จ่ายบิลไปจนถึงซื้อสินค้าผ่านโมบายล์แบงค์กิ้งหรืออีวอลเล็ต  เราแทบจะไม่ได้พกเงินสดติดตัวเลย เพราะเรามักจะใช้โทรศัพท์สแกนคิวอาร์โค้ดหรือรูดบัตรเป็นส่วนใหญ่” สิงคโปร์ ไดแอน อึ้ง โรส ดีไซน์เนอร์อิสระที่ทำงานในสิงคโปร์ กล่าวว่า “เครื่องมือดิจิทัลช่วยให้กระบวนการทำงานราบรื่นมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับดีไซเนอร์อิสระที่มักต้องทำงานหลายอย่างในคราวเดียวกัน...
ข้อมูลปี 2560 – 2561 ระบุว่ามูลค่าตลาดธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทย สูงกว่า 4 แสนล้านบาท จังหวัดที่ประกอบธุรกิจร้านอาหารสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร รองลงมาคือ ชลบุรี ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และ..เชียงใหม่ แต่ละจังหวัดถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร นอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติแล้ว ยังเป็นชุมชนเมืองที่มีประชากรอาศัยอยู่จำนวนมาก ส้มตำ เป็นหนึ่งในร้านอาหารยอดนิยม ทานได้ทุกเพศ ทุกวัย มิใช่อาหารยอดนิยมเฉพาะคนไทย หรือ สปป.ลาว แต่ขจรขจาย กลายเป็นอาหารสากล เคยติดท็อป 5 จากการจัดอันดับ 500 อาหารถูกปากนักชิมทั่วโลกของสื่อสายท่องเที่ยวระดับเวิลด์คลาส มีหลายชนิดให้เลือกทาน ตำปู ตำไทย ตำซั่ว ตำมั่ว ฯลฯ หรือ..ต่ำป่า แค่ฟังชื่อก็น้ำลายสอ ว่ากันว่า ส้มตำ จะแซ่บแค่ไหน ขึ้นอยู่กับ ฝีมือ และ ประสบการณ์ ของคนตำ วันก่อนมีโอกาสแวะเวียนไปเจอร้านเล็กๆริมคลองกลางกรุง เจ้าของร้านชื่อว่า..ป้านิด สั่งอาหารไทยอีสานมาทาน หนึ่งในนั้นคือ..ตำป่า แค่เห็นลีลาการตำของป้าก็ต้องแอบกลืนน้ำลาย พริกขี้หนูแดง กระเทียม น้ำตาลปี๊บ น้ำมะนาว ผงชูรส น้ำมะขามเปียก น้ำปลา  ปลาร้า มะเขือเทศ ปูดอง มาพร้อมสรรพ มะเขือ ถั่วฝักยาว  แถมด้วยหอยเชอรี่ต้มสุกชิ้นพอคำ เส้นมะละกอคลุกเคล้า ตำ ตำ ตำ และ ตำ เขย่าด้วยรสชาติเปรียว หวาน มัน...
หนังสือเล่มนี้เขียนโดย ดร.จักรกฤษณ์ สิริริน ซึ่งนอกจากจะเป็นคนเขียนหนังสือเล่มนี้แล้ว ยังเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์หมีคั่วโลก ที่จัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้อีกด้วย หลายคนคิดว่าหนังสือเล่มนี้คงเหมาะกับแฟนๆของ “หงส์แดง” แต่พออ่านบทนำต้องบอกว่า..ผิดคาด เขาว่าด้วยเรื่อง “ความผูกพันในองค์กร” ดร.จักรกฤษณ์สะท้อนวัฒนธรรมและความเปลี่ยนแปลงของสโมรลิเวอร์พูลว่าเกิดขึ้นในวันที่ปรมาจารย์ Bill Shankly ย่างเท้าเข้ามาใน Anfield โดยใช้ “ห้องเก็บสตั๊ด” เล็กๆใต้อัฒจันทร์เป็น “ห้องวางแผน” ทั้งที่ลิเวอร์พูลในเวลานั้นมีห้องหับกว้างขวางให้เลือกมากมาย เจาะจงใช้ “โต๊ะกลม” เป็นโต๊ะประชุม เพราะ “โต๊ะกลม” ไม่มีด้านหัว หรือ ด้านท้าย กลายเป็นวัฒนธรรม “หลอมรวม-ผูกพัน-ส่งต่อ” มาจนถึงวันนี้ นี่แค่เพียงบทนำ จึงกล่าวได้ว่า หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เขียนเพื่อแฟนๆของลิเวอร์พูลเท่านั้น และไม่ใช่แค่แฟนฟุตบอล แต่ทุกคนสามารถนำ “ข้อคิด” ในหนังสือเล่มนี้ไปปรับใช้ได้ โดยเฉพาะบุคลากรที่เกี่ยวข้องในวงการฟุตบอล ทั้งลีกอาชีพ-สมัครเล่น ในอดีตการเล่นฟุตบอลอาจเป็นเพียงกีฬาชนิดหนึ่ง แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นธุรกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างมาก ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือการแข่งขันฟุตบอลโลกซึ่งมีประชากรติดตามการแข่งขันจำนวนมาก เช่นการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2010 ณ ประเทศแอฟริกาใต้ มีประชากรผู้ชมทั่วโลก 2,000 ล้านคน หรือประมาณ 1 ใน 3 ของประชากรโลก มากกว่าจำนวนประชากรที่ติดตามชมมหกรรมกีฬาโอลิมปิก 2012 ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ที่มีการบรรจุประเภทและชนิดของการแข่งขันกีฬาไว้ถึง 28 ชนิด เมื่อมีการแข่งขันฟุตบอลในพื้นที่ใด ก็ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นสินค้าของที่ระลึก เสื้อผ้า การใช้บริการสาธารณะ อุปกรณ์ประกอบการเชียร์ อาหาร...
คนไทย กับ การทำบุญ เป็นของคู่กัน แม้ในช่วงโควิด-19 ระบาดก็ไม่อาจต้านแรงศรัทธาได้ ยิ่งเศรษฐกิจซบเซา คนไทยยิ่งนิยมเดินทางไปทำบุญ เพื่อขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ผ่านพ้นวิกฤตโดยเร็ว มีมาก ทำมาก มีน้อย ทำน้อย ผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคเกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จัดทำโดยสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เมื่อเดือนตุลาคม 63 ค่าใช้จ่ายในการทำบุญแต่ละครั้ง พบว่า ร้อยละ 44.72 มีค่าใช้จ่ายต่อสถานที่โดยเฉลี่ย 100-200 บาท รองลงมาคือน้อยกว่า 100 บาท มีจำนวนร้อยละ 24.57 เท่ากับว่าส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 70 ทำบุญครั้งละไม่เกิน 200 บาท ส่วนคนที่ใช้เงินทำบุญเกินกว่า 200 บาทขึ้นไปมักเป็นกลุ่มข้าราชการ พนักงานรัฐ นักธุรกิจ และ เจ้าของกิจการ แม้เศรษฐกิจยังซบเซา โควิด-19 ยังไม่จบ แต่การทำบุญยังสร้างรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 10,800 ล้านบาทต่อปี หรือ 0.36% ของมูลค่าการท่องเที่ยวไทย
ภายในปี 2050 หรืออีกไม่ถึง 30 ปีต่อจากนี้ หน้าตาของอาหารจะเปลี่ยนไปตามสภาพการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลง คนมากขึ้น ความต้องการบริโภคมากขึ้น แต่พื้นที่ผลิตอาหารกลับน้อยลง ในอนาคต ‘ฟาร์มหมู’ หรือ ‘ฟาร์มวัว’ จะหายไปจำนวนมาก เนื่องจากพื้นที่มีปริมาณจำกัด และมลภาวะในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากฟาร์มเหล่านี้ที่ส่งผลต่อโลกร้อน ทำให้มนุษย์ลดการบริโภคเนื้อหมู และ เนื้อวัว โดยหันไปบริโภคเนื้อสัตว์เล็กที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทน ฟาร์มปลา ฟาร์มแมลง จะเข้ามาแทน                ด้วยการใช้พื้นที่น้อยกว่า และ ไม่ก่อปัญหาโลกร้อน                ส่วนเนื้อหมูและเนื้อวัวจะถูกผลิตด้วยรูปแบบอื่น                ไม่ใช่ในฟาร์ม                แต่เป็น…                ห้องแล็บ!             Cultured Meat หนึ่งนวัตกรรมอาหารแห่งโลกอนาคต ข้อมูลจาก Economic Intelligence Center หรือ EIC ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินว่า เทคโนโลยีการเลี้ยงเนื้อในห้องแล็บหรือ Cultured meat จะแก้ปัญหาความไม่มีประสิทธิภาพของการเลี้ยงสัตว์ในปัจจุบันเพื่อรองรับความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยในระยะสั้นจะมีการบริโภคเพียงเฉพาะกลุ่ม แต่ในระยะยาวอาจมีการบริโภคมากขึ้นหากมีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงหรือดีกว่าเนื้อทั่วไป และราคาลดลงมากพอที่จะแข่งขันกับเนื้อทั่วไปได้                แบบนี้ต้องร้อง… ว้าววววว รายงานจาก EIC ระบุอีกว่าปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ที่เริ่มเป็นที่พูดถึงคือการเลี้ยงเนื้อในห้องแล็บหรือ Cultured Meat โดยเริ่มจากการนำสเต็มเซลล์ของสัตว์ต้นแบบมาเพาะเลี้ยงในถังหมัก (bioreactor) ในอุณหภูมิที่เหมาะสมด้วยน้ำเลี้ยง (culture...
ปัจจุบันสตาร์ทอัพไทยสายฟู้ดเทค เริ่มส่งผลิตภัณฑ์เนื้อจากพืชอออกมาตอบโจทย์กลุ่มคนรักสุขภาพ             แค่คิดก็ ว้าววววว แล้ว             เนื้อจากพืช             วิธีการคือนำเทคโนโลยี นวัตกรรม และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มาแปรรูปโปรตีนสกัดจากพืชมาเพิ่มส่วนผสมเพื่อให้รสชาติ กลิ่น และรสสัมผัสใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์ ปลอดภัย และ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม             แนวคิดดังกล่าว นอกจากจะตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่หันมาสนใจอาหารวีแกนมากขึ้นแล้ว ยังเป็นการสร้างสมดุลของโลกในอนาคต เนื่องจากคาดการณ์ว่าในปี 2593 หรืออีกราว 30 ปีข้างหน้า โลกจะเผชิญกับวิกฤติทางด้านอาหารอันเนื่องจากประชากรล้นโลก  มากกว่า 9,700 ล้านคน ทำให้ความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์ทั่วโลกอาจจะเพิ่มสูงขึ้นราว 70% จากปัจจุบัน เราจะสรรหาเนื้อสัตว์มากมายมหาศาลจากที่ไหน? แค่คิดก็มึนแล้ว! เมื่อกระแสความนิยมอาหารกลุ่ม Plant-Based ผลิตจากพืช ไม่มีเนื้อสัตว์เจือปนได้รับความสนใจจากอุตสาหกรรมอาหารและเชนธุรกิจร้านอาหารทั่วโลก ทำให้ผู้ผลิตอาหารรุ่นใหม่มองเห็นช่องทางที่จะสร้างโอกาสทางธุรกิจด้วยผลิตภัณฑ์เนื้อจากพืช เพื่อเป็นทางเลือกที่ทำให้ห่วงโซ่อาหารสั้นลง นำสารอาหารจากธรรมชาติโดยตรงสู่อาหารของมนุษย์  ด้วยวิธีการปรุงที่แสนง่าย เพียงแค่ทอดหรือผัดตามสูตรอาหารของแต่ละบุคคลเหมือนกับเนื้อทั่วไป ซึ่งกลุ่มเป้าหมายไม่ได้มีแค่ผู้ที่รับประทานอาหารเจหรือมังสวิรัติเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์ที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอีกด้วยเช่นกัน จากข้อมูลพบว่ามูลค่าตลาดในเอเชียแปซิฟิกของสินค้าเนื้อจากพืชในปี 2562 อยู่ที่ประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์  คาดการณ์ว่าในปี 2568 จะเพิ่มเป็น 3,500 ล้านดอลลาร์ หรือคิดการเติบโตเฉลี่ย 12% ต่อปี  ในขณะที่ตลาดเนื้อสัตว์เติบโตเพียง 4% ต่อปีเท่านั้น  แสดงให้เห็นว่าความต้องการอาหารเนื้อจากพืชในภูมิภาคนี้เพิ่มมากขึ้นกว่าเนื้อสัตว์อย่างน่าสนใจ