หากพูดถึงแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในตำนานของไทยที่เคยยิ่งใหญ่จนสามารถต่อกรกับแบรนด์ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นและยุโรปได้อย่างสมศักดิ์ศรี ชื่อของ "ธานินทร์" จะต้องเป็นชื่อแรก ๆ ที่ทุกคนนึกถึงอย่างแน่นอน
ด้วยสโลแกนติดหูที่กลายเป็นอมตะวาจาว่า "ทุกบาทคุ้มค่าด้วย...ธานินทร์"
นี่คือเรื่องราวการเดินทางอันน่าทึ่ง จากร้านซ่อมวิทยุเล็ก ๆ สู่จักรวรรดิเครื่องใช้ไฟฟ้าสัญชาติไทย และบทเรียนในวันที่คลื่นลูกใหม่ซัดเข้ามา
จุดเริ่มต้นจาก "ร้านอุดมชัย"
เรื่องราวเริ่มขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดย คุณอุดม วิทยะสิรินันท์ ช่างซ่อมวิทยุผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เขาเริ่มต้นจากการเปิดร้านซ่อมและจำหน่ายวิทยุเล็ก ๆ ชื่อ "อุดมชัย" ย่านเวิ้งนาครเขษม
ด้วยความหลงใหลในเทคโนโลยีและมองเห็นว่าวิทยุในสมัยนั้นเป็นสินค้านำเข้าราคาแพง มีเพียงคนรวยเท่านั้นที่เข้าถึงได้ คุณอุดมจึงเกิดไอเดียว่า "ทำไมคนไทยจะผลิตวิทยุราคาถูกและดีให้คนไทยด้วยกันใช้ไม่ได้?"
ในปี พ.ศ. 2499 คุณอุดมได้ก่อตั้ง บริษัท ธานินทร์อุตสาหกรรม จำกัด ขึ้นมา เพื่อเดินหน้าผลิตเครื่องรับวิทยุและโทรทัศน์อย่างเต็มตัว
ยุคทอง ทุกบ้านต้องมี "ธานินทร์"
ธานินทร์เริ่มต้นกลยุทธ์อย่างเฉียบคมในยุคนั้น ด้วยการออกแบบวิทยุให้เหมาะกับสภาพอากาศเมืองไทยที่ร้อนชื้น และที่สำคัญคือ "รับสัญญาณได้แรงและชัดเจนมาก" แม้จะอยู่ในต่างจังหวัดที่ห่างไกล ราคาถูกกว่าวิทยุนำเข้าจากต่างประเทศหลายเท่า ทำให้ชาวไร่ ชาวนา และประชาชนทั่วไปสามารถซื้อหามาฟังข่าวสารและเพลงลูกทุ่งได้ ดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ ตัวตู้ไม้ลายคลาสสิกและปุ่มหมุนขนาดใหญ่ กลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเอกประจำบ้าน
จากวิทยุธานินทร์รุ่นยอดฮิตอย่าง TF-222 แบรนด์ได้ขยายไลน์สินค้าไปสู่ โทรทัศน์ขาวดำและสี,...
ในปี 1985 Coca-Cola กำลังสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้กับ Pepsi ที่ทำแคมเปญ "Pepsi Challenge" (ให้คนปิดตาชิมแล้วเลือกน้ำอัดลมที่ชอบ ซึ่งคนส่วนใหญ่เลือกเป๊ปซี่เพราะหวานกว่า)
ผู้บริหารโค้กตื่นตระหนก จึงตัดสินใจเปลี่ยนสูตรเครื่องดื่มที่ขายมานาน 99 ปี และตั้งชื่อใหม่ว่า "New Coke" ซึ่งผ่านการทดสอบแล้วว่าคนชอบรสชาตินี้มากกว่าสูตรเดิมและเป๊ปซี่
ทันทีที่เปิดตัว คนอเมริกันโกรธแค้นมาก มีการโทรมาด่าทอที่คอลเซ็นเตอร์วันละเป็นแสนสาย มีการประท้วงตามท้องถนน เพราะสำหรับพวกเขา โค้กไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่เป็น "วัฒนธรรมและจิตวิญญาณ" ของอเมริกา
ผ่านไปเพียง 79 วัน โค้กต้องยอมจำนนและนำสูตรเดิมกลับมาขายในชื่อ "Coca-Cola Classic" ซึ่งกลับกลายเป็นว่ายอดขายพุ่งทะยานยิ่งกว่าเดิม เพราะคนตระหนักแล้วว่าพวกเขา "รัก" โค้กสูตรเดิมมากแค่ไหน ร่วมติดตามมหากาพย์ความซ่า บทเรียนการตลาดระดับโลก
ในช่วงทศวรรษ 1970 ถึงต้น 1980 Coca-Cola กำลังตกที่นั่งลำบาก แม้จะเป็นผู้นำตลาด แต่ส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ค่อยๆ หดตัวลงเรื่อยๆ จากที่เคยทิ้งห่างคู่แข่ง ในขณะที่คู่ปรับตลอดกาลอย่าง...
หากพูดถึงแบรนด์สินค้าที่เป็น “ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจ” และอยู่คู่ครัวเรือนไทยมานานกว่าครึ่งศตวรรษ คงไม่มีใครไม่นึกถึง “มาม่า” บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่แข็งแกร่งจนกลายเป็น Generic Name ที่คนไทยใช้เรียกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทุกแบรนด์ไปโดยปริยาย
เส้นทางความสำเร็จของมาม่าไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ แต่เกิดจากส่วนผสมที่ลงตัวระหว่าง “เทคโนโลยีการผลิต” และ “อัจฉริยภาพทางการตลาด” โดยสามารถสรุปหมุดหมายและกลยุทธ์สำคัญได้ดังนี้
จุดเริ่มต้นการจับคู่ธุรกิจ
มาม่าเกิดจากการร่วมทุนระหว่าง บริษัท เพรซิเดนท์ เอ็นเตอร์ไพรส์ ของไต้หวัน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการผลิตอาหาร และ เครือสหพัฒน์ (บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด) นำโดยเจ้าสัวเทียม โชควัฒนา ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการตลาดและระบบขนส่งสินค้า (Logistics) อย่างหาใครเทียบยากในยุคนั้น
พวกเขาจดทะเบียนจัดตั้ง บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด ในปี 2515 ก่อนที่ฝั่งไทยจะซื้อหุ้นทั้งหมดมาบริหารเองในเวลาต่อมา ทำให้มาม่ากลายเป็นแบรนด์ไทยแท้อย่างเต็มตัว
"ต้มยำกุ้ง" รสชาติเปลี่ยนโลก หมัดเด็ดมัดใจคนไทย
ในช่วงแรก มาม่าเปิดตัวด้วยรสคลาสสิกตามแบบฉบับเอเชียตะวันออกอย่าง "รสซุปไก่" และ "รสหมูสับ" ซึ่งแม้จะขายดี แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้มาม่าทิ้งห่างคู่แข่งแบบไม่เห็นฝุ่นคือการคิดค้น "รสหมูสับ" (เวอร์ชันปรับปรุง) ตามด้วย "รสต้มยำกุ้ง"
มาม่ารู้ดีว่าคนไทยชอบอาหารรสจัด...
หลายคนที่เริ่มมีอาการปวดเข่า มักเข้าใจว่าควรหยุดออกกำลังกายหรือหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหว เพราะกลัวว่าจะยิ่งทำให้ข้อเข่าเสื่อมมากขึ้น แต่ในความเป็นจริง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อชี้ว่า การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมถือเป็นหนึ่งในวิธีสำคัญที่ช่วยดูแลข้อเข่าเสื่อม และอาจช่วยชะลอการดำเนินของโรคได้
ข้อเข่าเสื่อมเป็นภาวะที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก ผู้ที่ใช้งานข้อเข่าอย่างหนักเป็นเวลานาน หรือผู้ที่เคยได้รับบาดเจ็บบริเวณข้อเข่า ภาวะดังกล่าวเกิดจากกระดูกอ่อนผิวข้อค่อย ๆ สึกหรอ ทำให้ข้อเข่ารับแรงได้น้อยลง เกิดการเสียดสี ส่งผลให้มีอาการปวด ข้อฝืด บวม เดินได้ไม่ไกล ลุกนั่งลำบาก หรือเจ็บมากขึ้นขณะขึ้นลงบันได
นพ.ไพบูลย์ ชัยชาญชีพ แพทย์เฉพาะทางกระดูกและข้อ โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ (S-spine and Joint Hospital) เปิดเผยว่า ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิดว่าเมื่อเริ่มปวดเข่าแล้วควรพักการใช้งานข้อเข่า แต่ในทางการแพทย์ การออกกำลังกายที่เหมาะสมกลับเป็นส่วนสำคัญของการรักษา โดยเฉพาะในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง
"การออกกำลังกายไม่ได้ทำให้กระดูกอ่อนที่สึกหรอกลับมาเหมือนเดิม แต่ช่วยให้กล้ามเนื้อรอบข้อเข่าแข็งแรงขึ้น โดยเฉพาะกล้ามเนื้อต้นขา สะโพก และแกนกลางลำตัว ซึ่งมีบทบาทช่วยพยุงข้อเข่า ลดแรงกระแทก และทำให้การเคลื่อนไหวมั่นคงขึ้น เมื่อกล้ามเนื้อแข็งแรง ข้อเข่าจะไม่ต้องรับภาระเพียงลำพัง ผู้ป่วยจึงอาจเดินได้ดีขึ้น ลุกนั่งง่ายขึ้น และมีอาการปวดลดลง"
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่การออกกำลังกายทุกประเภทจะเหมาะกับผู้ที่มีอาการข้อเข่าเสื่อม โดยเฉพาะกิจกรรมที่มีแรงกระแทกสูง เช่น การวิ่งหนัก การกระโดด...
เพราะคิดว่าร่างกายยังไหวและมองข้ามสัญญาณเตือนเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำให้ผู้กำกับและนักแสดงลายครามอย่าง “อ๊อฟ - พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง” ต้องเผชิญกับวิกฤตชีวิตครั้งใหญ่จากโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ล่าสุด คุณอ๊อฟได้ขึ้นเวทีแชร์บทเรียนราคาแพงในฐานะผู้ป่วย เพื่อเตือนสติคนเมืองและคนทำงานหนักทุกคนไม่ให้ซ้ำรอยตนเอง ในงาน “Beat the Pressure: Thailand National Hypertension Alliance” เนื่องในวันความดันโลหิตสูงโลก ณ สวนลุมพินี ซึ่งจัดโดย 5 ภาคีเครือข่ายชั้นนำ ได้แก่ สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย, กองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค, สสส., สมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อแห่งประเทศไทย และบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด โดยภายในงานยังมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาร่วมย่อยข้อมูลสุขภาพให้ประชาชนเข้าใจและตระหนักถึงภัยเงียบนี้ได้ง่ายขึ้น
จากคนไม่เคยตรวจสุขภาพ สู่บทเรียนวัย 57 ปี:
คุณอ๊อฟ พงษ์พัฒน์ เล่าว่าตั้งแต่เริ่มทำงานตอนอายุ 25 ปี ไม่เคยเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีเลยเพราะ “ไม่ชอบหมอ” จะยอมไปโรงพยาบาลก็ต่อเมื่อเกิดอุบัติเหตุหนัก...
“บ้านเหมืองกุง” อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นชุมชนผู้ผลิตเครื่องปั้นดินเผาล้านนาสำหรับใช้ในพิธีกรรมและประเพณีต่าง ๆ ของชาวล้านนาที่มีอายุกว่า 200 ปี เช่น ประเพณียี่เป็ง การถวายสังฆทาน รวมถึงการใช้ในชีวิตประจำวัน ที่ยังสามารถสืบทอดภูมิปัญญาแบบรุ่นสู่รุ่น จนเป็นหนึ่งในสถานที่เรียนรู้สำคัญเรื่องเครื่องปั้นดินเผาของผู้สนใจและนักศึกษาสายศิลปะในยุคปัจจุบัน
แต่ในมุมของคนที่เป็นผู้สืบทอดมรดกทางหัตถศิลป์ดังกล่าว อย่าง นายวชิระ สีจันทร์ อายุ 50 ปี ซึ่งเป็นช่างปั้นรุ่นที่ 4 ชองครอบครัว กลับมองว่าอาชีพ“ช่างปั้นดินของบ้านเหมืองกุง” กำลังจะเลือนหายไปจากชุมชน เพราะสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป เครื่องปั้นดินเผาที่เป็นงานหัตถศิลป์ถูกแทนที่ด้วยสินค้าที่ผลิตจากโรงงาน รายได้ของช่างปั้นจึงไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงดูครอบครัว จนต้องเปลี่ยนไปทำงานโรงงาน หรือรับจ้างรายวัน ส่งผลให้จำนวนช่างปั้นของบ้านเหมืองกุงที่เคยมีมากกว่า 30 คนเหลือเพียงไม่ถึง 10 คน และทุกคนมีอายุมากกว่า 50 ปี ขณะที่คนรุ่นใหม่ไม่มีใครสนใจจะสืบทอดงานหัตถศิลป์ที่โดดเด่นของชุมชน
ดร.ภาสินี ศิริประภา คณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา (มทร.ล้านนา) กล่าวว่า แม้ผลิตภัณฑ์เครื่ องปั้นดินเผาทางประเพณีของชุมชนบ้านเหมืองกุงจะยังคงได้รับความนิยมและมีความต้องการในตลาดอย่างต่อเนื่อง แต่โครงสร้างการค้าในตลาดดั้งเดิมกลับเป็นข้อจำกัดสำคัญ ช่างปั้นส่วนใหญ่จำหน่ายสินค้าผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้ไม่สามารถกำหนดราคาสินค้าได้ด้วยตนเอง...
"Ghost Board กล่องผีสุ่มวิญญาณ" เป็นหนังผีสายระทึกขวัญที่พยายามจะฉีกแนวจากหนังผีไทยแบบเดิมๆ ด้วยการเอาประเด็นเรื่อง "กล่องสุ่ม" และ “สังคมออนไลน์” มาเป็นแกนกลางของเรื่อง
เรื่องราวเริ่มจากกลุ่มวัยรุ่นที่ชอบเล่นบอร์ดเกมแล้วนึกสนุกอยากท้าทายสิ่งลี้ลับ โดยการใช้ "กล่องสุ่ม" ที่ว่ากันว่าข้างในมีวัตถุอาถรรพ์ที่สามารถเรียกวิญญาณออกมาได้จริง ซึ่งกฎของเกมคือ "สุ่มมาแล้วต้องเล่นให้จบ" ไม่เช่นนั้นจะเจอดี หนังเล่นกับความอยากรู้อยากเห็นและความโลภของมนุษย์ที่พยายามท้าทายสิ่งที่มองไม่เห็น เพราะต้องการยอดวิวและชื่อเสียง จนลืมความปลอดภัยและการเคารพสิ่งที่มองไม่เห็น สะท้อนกิเลสในโลกยุคดิจิทัลได้เป็นอย่างดี
จุดเด่นที่น่าสนใจของหนังคือ ไอเดียสดใหม่ ด้วยการนำวัฒนธรรมสมัยนิยมอย่าง "กล่องสุ่ม" มาผสมกับ "พิธีกรรมทางไสยศาสตร์" ถือว่าทำออกมาได้ทันสมัย เข้ากับยุคสมัยที่คนชอบลุ้นว่าในกล่องมีอะไร ผสมผสานกับเทคนิคการสร้างความตกใจแบบฉับพลัน (Jump Scare) ที่ทำออกมาค่อนข้างได้มาตรฐานหนังผีไทย โทนสีของหนังและการจัดแสงหม่นๆ สร้างอารมณ์กดดันและความรู้สึกไม่น่าไว้วางใจได้ดี
แม้บทภาพยนตร์และพฤติกรรมของตัวละครบางตัวอาจจะดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลบ้าง (ตามสไตล์หนังผีวัยรุ่น) ซึ่งบางครั้งอาจทำให้คนดูรู้สึกหงุดหงิดกับการตัดสินใจของตัวละคร หรือ CG ในบางฉากอาจจะยังดูไม่เนียนตาเท่าที่ควร ทำให้ความน่ากลัวลดลงไปบ้าง แต่ในมุมมองคอหนังผี ยังให้ความคิดสร้างสรรค์ของหนังเรื่องนี้สูงถึง 8 จาก 10 คะแนนเต็ม
Ghost Board เหมาะสำหรับดูเพื่อความบันเทิงและตื่นเต้น โดยเฉพาะคอหนังผีที่ชอบบรรยากาศลึกลับและการไล่ล่า การนำ "ความเชื่อเก่า"...
มหากาพย์หักเหลี่ยมเฉือนคม! เมื่อ Paramount ยอมควบรวมกิจการกับ Skydance ลุยสงคราม Streaming กลยุทธ์ Hybrid รอดหรือร่วง? วิเคราะห์อนาคตใหม่ Paramount ภายใต้เงื้อมมือทายาทเศรษฐี Oracle ที่ยอมทุ่ม 8 พันล้านเหรียญซื้อกิจการเพื่อสู้ศึกกับ Netflix เต็มตัว
มหากาพย์การควบรวมกิจการของ Paramount Global ถือเป็นหนึ่งในดีลที่ซับซ้อนและน่าติดตามที่สุดในวงการสื่อโลก เพราะไม่ใช่แค่การขายบริษัท แต่คือการชิงไหวชิงพริบเพื่อความอยู่รอดในยุค Streaming War
จุดเริ่มต้นมหากาพย์ Streaming
Paramount Global คือเจ้าของค่ายหนัง Paramount Pictures, ช่อง CBS และบริการ Paramount+ มีคลังหนัง (IP) ระดับตำนานอย่าง Top Gun, Mission Impossible และ The Godfather แต่เมื่อโลกเปลี่ยนเข้าสู่ยุคดิจิทัล การเข้ามาของ Netflix...
กลายเป็นประเด็นทอล์คออฟเดอะเวิลด์ในช่วงกุมภาพันธ์ 2569 นี้ เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องปะทะกับศาลฎีกาสหรัฐฯ อย่างดุเดือด เรื่องการเก็บภาษีนำเข้าที่สะเทือนไปทั้งโลก รวมถึงประเทศไทยของเราด้วย!
ยกที่ 1 ศาลฎีกา "แจกใบแดง"
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ทรัมป์ประกาศใช้กฎหมายอำนาจฉุกเฉิน (IEEPA) สั่งเก็บภาษีสินค้าจากทั่วโลกแบบ "เหมาเข่ง" 10-50% ทำเอาการค้าโลกปั่นป่วน แต่ล่าสุดศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินด้วยคะแนน 6 ต่อ 3 ว่า:
"คุณไม่มีสิทธิ์!" ศาลมองว่าทรัมป์ทำเกินหน้าที่ เพราะตามรัฐธรรมนูญ หน้าที่การเก็บภาษีเป็นของ "สภาคองเกรส" ไม่ใช่ประธานาธิบดี
งานนี้รัฐบาลอาจต้องควักกระเป๋าคืนเงินภาษี (Refund) ให้กับบริษัทนำเข้าสูงถึง 1.7 แสนล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6 ล้านล้านบาท!)
ยกที่ 2: ทรัมป์ "โต้กลับ" ทันควัน
ขึ้นชื่อว่าทรัมป์... ไม่มีคำว่ายอมแพ้! เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังโดนศาลเบรก เขาหยิบไม้ตายใหม่ออกมาใช้ทันทีนั่นคือ "Section 122" (กฎหมายการค้าปี 1974)
สูตรใหม่ 10/25 :...
ประกันสุขภาพร่วมจ่าย (Co-payment) คือรูปแบบการทำประกันที่ผู้เอาประกันภัยต้องแบ่งเบาภาระค่ารักษาพยาบาลบางส่วน (เช่น 20-50% ตามที่ระบุในสัญญา) ร่วมกับบริษัทประกัน เช่น หากมีส่วนร่วมจ่าย 20% ค่ารักษา 10,000 บาท ผู้เอาประกันจ่ายเอง 2,000 บาท และประกันจ่าย 8,000 บาท ซึ่ง สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กำหนดเงื่อนไขใหม่นี้ ตั้งแต่มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา
"ประกันสุขภาพแบบร่วมจ่าย" จึงไม่ใช่แค่ทางเลือกเสริมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น "มาตรฐานใหม่" ของวงการประกันสุขภาพไทย
ทำไมต้องมี Co-payment
สาเหตุหลักมาจาก Medical Inflation (เงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาล) ที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 10-14% ต่อปี ทำให้บริษัทประกันต้องปรับตัวเพื่อความยั่งยืน ป้องกันการนอนโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น (Simple Diseases) ซึ่งหากไม่มีระบบร่วมจ่าย ค่าเบี้ยประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย 100% จะแพงจนคนทั่วไปเอื้อมไม่ถึง
เงื่อนไข "ร่วมจ่าย" ที่ควรรู้
ในปี 2569...






































