วว. พัฒนาผลิตภัณฑ์ฟังก์ชันนัล “โพรเฮิร์บ” ควบคุมเบาหวาน ความดันโลหิตสูง พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสู่เชิงพาณิชย์

164

กระทรวงการอุดมศึกษา  วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม (อว.)   โดย  สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย  (วว.)  ตอบโจทย์การพัฒนาเทคโนโลยีประเทศด้านอุตสาหกรรมแปรรูป ประสบผลสำเร็จวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ฟังก์ชันนัล (Functional food products) ชนิดใหม่ในรูปของผงชาฟรีซดรายสำหรับชงน้ำเย็นดื่มและผลิตภัณฑ์ชนิดผงพร้อมบริโภค ภายใต้ชื่อ “โพรเฮิร์บ (ProHerb)”  ที่พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสู่เชิงพาณิชย์

ทั้งนี้องค์ประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์คือ สารออกฤทธิ์เชิงหน้าที่จากธรรมชาติ 2 ชนิด ได้แก่ จุลินทรีย์โพรไบโอติก (probiotic) และสารสกัดพืชสมุนไพร (herbal extract) มีประสิทธิภาพช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-communicable diseases, NCDs)  โดยเฉพาะควบคุมภาวะโรคเบาหวาน  โรคความดันโลหิตสูงจากภาวะไขมันในเลือด ซึ่งทั้งสองโรคมีปัจจัยเสี่ยงร่วมกัน

ปัจจุบันอัตราการเป็นโรคเบาหวานของคนไทยและโดยเฉพาะผู้สูงวัยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุขขณะนี้ระบุว่า มีประชากรไทยเป็นโรคเบาหวานมากกว่า 5.5 ล้านคน โดยมีผู้ป่วยโรคเบาหวานรายใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 1 แสนคนต่อปี และเสียชีวิต 200 รายต่อวัน และจำนวนผู้ป่วยโรคไขมันในเลือดสูงราว 30 ล้านคน

ศ. (วิจัย) ดร.ชุติมา   เอี่ยมโชติชวลิต   ผู้ว่าการ  วว.   กล่าวว่า  วว. มุ่งดำเนินงานวิจัยและพัฒนาในรูปแบบบูรณาการหลากหลายสาขาวิชาที่มีความเชี่ยวชาญสู่การพัฒนาเป็นเทคโนโลยี  นวัตกรรม  และผลิตภัณฑ์ ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งสามารถต่อยอดงานวิจัยเพื่อตอบโจทย์ของประเทศให้ยั่งยืน  ผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมจากนโยบายดังกล่าว เป็นผลงานบูรณาการวิจัย โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร และศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพ ภายใต้ โครงการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อควบคุมภาวะเบาหวานและความดันโลหิตสูงจากไขมันในกลุ่มประชากรเข้าสู่ระยะสูงวัย ประสบผลสำเร็จพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ Functional Food  “โพรเฮิร์บ (ProHerb)”  

โดยมีองค์ประกอบสำคัญ คือ จุลินทรีย์โพรไบโอติก (Bifidobacterium animalis subsp. lactis TISTR 2591) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ประจำถิ่นที่ศึกษาวิจัยและจำแนกสายพันธุ์โดย วว. และพืชสมุนไพรสองชนิด คือ เชียงดา (Gymnema  innodorum) ที่เป็นผักพื้นบ้านทางภาคเหนือ ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นราชินีพายัพ ที่มีสรรพคุณโดดเด่นในการลดน้ำตาลในเลือด และส้มแขก (Garcinia  atroviridis) ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวสำหรับใช้ปรุงรสอาหาร และเป็นพืชอัตลักษณ์ทางภาคใต้ ผลิตภัณฑ์มีประสิทธิภาพช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มโรค NCDs ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพอันดับหนึ่งของโลกและประเทศไทย  โดยเฉพาะช่วยควบคุมภาวะโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง ในประชากรที่เข้าสู่ระยะสูงวัย หรือผู้ที่มีช่วงอายุ 50-60 ปี

ผลิตภัณฑ์ฟังก์ชันนัล “โพรเฮิร์บ” มีจำนวน 2 ผลิตภัณฑ์ คือ โพรเฮิร์บ-จี (ProHerb-G) อยู่ในรูปของชาผงสำหรับชงดื่มในน้ำเย็น และโพรเฮิร์บ-แอล (ProHerb-L) อยู่ในรูปผงพร้อมบริโภค กระบวนการผลิตของผลิตภัณฑ์ทั้งสองคณะวิจัยได้กำหนดอุณหภูมิที่เหมาะสมเพื่อคงสภาพและการมีชีวิตอยู่ของจุลินทรีย์โพรไบโอติก และรักษาฤทธิ์ชีวภาพของสมุนไพรเชียงดาและส้มแขกในแต่ละผลิตภัณฑ์ ซึ่งได้มีการยื่นจดสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรสูตรและกระบวนการผลิตทั้ง 2 ผลิตภัณฑ์ไว้แล้ว 

นอกจากนี้ทั้ง 2 ผลิตภัณฑ์ยังผ่านการตรวจวิเคราะห์ปริมาณจุลินทรีย์โพรไบโอติกที่ยังมีชีวิตพบว่า ตลอดการเก็บผลิตภัณฑ์นาน 24 เดือน ( 2 ปี ) มีปริมาณของจุลินทรีย์โพรไบโอติกที่มีชีวิตรอดในผลิตภัณฑ์อยู่จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งพันล้านเซลล์ (109 CFU) ต่อน้ำหนักผลิตภัณฑ์ 1 กรัม ซึ่งสูง 1,000 เท่าของเกณฑ์มาตรฐานซึ่งกำหนดไว้ที่หนึ่งล้านเซลล์ (106 CFU ต่อน้ำหนัก 1 กรัม) ของสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข

ผลิตภัณฑ์โพรเฮิร์บ-จี และ โพรเฮิร์บ-แอล ได้รับการวิเคราะห์ข้อมูลโภชนาการ และพร้อมสำหรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารและอาหารฟังก์ชันนัลเพื่อผลิตและจำหน่ายเชิงพาณิชย์

“…ผลิตภัณฑ์โพรเฮิร์บมีองค์ประกอบสำคัญ คือ จุลินทรีย์โพรไบโอติก  ซึ่งเป็นสายพันธุ์ประจำถิ่นที่ค้นพบโดยทีมนักวิจัยของ วว. และพืชสมุนไพรสองชนิด คือ เชียงดา  และส้มแขก  โดยมีผลการวิจัยรองรับในการพิสูจน์สรรพคุณต่อสุขภาพคือ การลดระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดได้ชัดเจน นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ยังผ่านการตรวจวิเคราะห์ปริมาณจุลินทรีย์โพรไบโอติกที่ยังมีชีวิตอยู่ในผลิตภัณฑ์ตามเกณฑ์และข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข จึงพร้อมสำหรับการผลิตและจำหน่ายเชิงพาณิชย์  ปัจจุบันอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ Functional  Food มีมูลค่าในตลาดโลก 1.8 แสนล้านดอลล่าร์ สำหรับประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ  68,000 ล้านบาท และคาดว่าในปี พ.ศ. 2565 จะเติบโตเฉลี่ยประมาณ 4 เปอร์เซ็นต์  นับเป็นอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต ยิ่งไปกว่านั้นการใช้จุลินทรีย์โพรไบโอติกและสมุนไพรเป็นองค์ประกอบในผลิตภัณฑ์กำลังอยู่ในความสนใจของผู้บริโภคอย่างมาก…” ผู้ว่าการ วว. กล่าว

ดร.ประไพภัทร   คลังทรัพย์   ผู้เชี่ยวชาญวิจัย  ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร วว. ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยฯ กล่าวเพิ่มเติมถึงผลการวิจัยว่า จุลินทรีย์โพรไบโอติก B. animalis subsp. lactis TISTR 2591 ซึ่งนำมาเป็นองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์โพรเฮิร์บ ที่นำมาศึกษาในสัตว์ทดลองและได้รับการกระตุ้นให้เกิดเบาหวานชนิด Type-2 diabetes มีคุณสมบัติในการกระตุ้นและเพิ่มปริมาณฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในสภาวะสมดุล  และยังลดระดับไขมันในเลือดโดยเฉพาะชนิดไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) ได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับหนูในกลุ่มควบคุม

สำหรับสารสกัดใบเชียงดาพบว่า มีฤทธิ์ลดน้ำตาลและไขมันได้ทั้งในระดับเซลล์ (in vitro) และสัตว์ทดลอง (in vivo) นอกจากนี้ วว. ยังทำการวิจัยร่วมกับสถาบัน Cellula r and  Molecular  Biotechnology  Research Institute ของ The National  Institute  of  Advanced  Industrial  Science  and Technology (AIST) ประเทศญี่ป่น โดยได้ตรวจพบสาร Stephanoside B และ Stephanoside C  ในสมุนไพรเชียงดาของไทย  พร้อมการพิสูจน์สรรพคุณในการยับยั้งการสะสมไขมันในเซลล์ของสารทั้ง 2 ตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังไม่เคยมีการรายงานมาก่อน 

และสำหรับผลการศึกษาสารสกัดผลส้มแขก ที่มีกรดไฮดรอกซีซิตริก (hydroxycitric acid, HCA) เป็นสารแสดงฤทธิ์ เมื่อทดสอบในเซลล์พบว่า สามารถยับยั้งพัฒนาการและการเพิ่มจำนวนของเซลล์ไขมัน (adipocytes) จึงช่วยลดการสะสมไขมันได้ ซึ่งกลไกการเกิดเซลล์ไขมันดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการกระตุ้นด้วยฮอร์โมนอินซูลิน เป็นการบ่งบอกความสัมพันธ์ระหว่างการเกิดโรคไขมันในเลือดสูงและเบาหวาน  โดยผู้ป่วยเบาหวานมักจะมีไขมันในเลือดสูงนำมาก่อน

อนึ่ง ประเทศไทยมีการจัดทำแผนที่นำทางการพัฒนาเทคโนโลยี (Technology Road Map : TRM) ด้านอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปของประเทศในยุคไทยแลนด์ 4.0 โดยแบ่งอาหารออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ Organic food, Functional food, Medical food และ Novel food  โดยอาหารกลุ่ม Functional  Food ซึ่งเป็นอาหารที่มีสารอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ นอกเหนือจากมีสารอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการจึงช่วยป้องกันโรคและรักษาโรคได้ กำลังได้รับความนิยมสูงสุดจากผู้บริโภคในปัจจุบัน อีกทั้งการที่ผู้บริโภคเพิ่มความตระหนักถึงสุขภาพตนเองและนิยมบริโภคผลิตภัณฑ์ธรรมชาติมากขึ้น รวมถึงความสามารถของผู้ขายที่จะสร้างจุดขายใหม่ในผลิตภัณฑ์ของตน  ผลิตภัณฑ์อาหารฟังก์ชัน (Functional food) จึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการดูแลรักษาสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ โดยตลาดอาหารประเภทนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศสหรัฐอเมริกาและยุโรป และแม้แต่ในเอเชียก็มีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย  ผลิตภัณฑ์ฟังก์ชันนัล “โพรเฮิร์บ (ProHerb)” จากโพรไบโอติกประจำถิ่น (ได้จากประชากรไทย) และสมุนไพรทั้งผักเชียงดาและส้มแขกซึ่งเป็นพืชพื้นบ้านและพืชอัตลักษณ์ของประเทศ  จึงนับเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่ที่เกิดจากนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านชีวภาพ เพื่อตอบสนองความต้องการทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการในศตวรรษที่ 21

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมผลงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์โพรเฮิร์บ ติดต่อ วว. ได้ที่ โทร. 0 2577 9000  โทรสาร 0 2577 9009  www.tistr.or.th  E-mail : tistr@tistr.or.th   Line@tistr   IG : tistr_ig