previous arrow
next arrow
Slider
โควิด-19 ยุคทองขายของออนไลน์...พาณิชย์แนะพ่อค้า-แม่ค้าออนไลน์ ต้องขายจุดเด่นของตัวเอง รักษาตัวตน สร้างความน่าเชื่อถือ และต้องไม่หยุดพัฒนา เตือน!!! คู่แข่งมีจำนวนมากขึ้น ลูกค้ามีทางเลือกเพิ่มขึ้น ราคาและการบริการจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการแข่งขันอย่างดุเดือด ทั้งราคาสินค้าและอัตราค่าส่งสินค้า เกิดการเปรียบเทียบคุณสมบัติผู้ค้า ความน่าเชื่อถือ สินค้า แพคเกจจิ้ง ราคา การขนส่งที่รวดเร็ว และการสื่อสารกับลูกค้า...ผู้ขายที่มีคุณสมบัติครบถ้วนมีโอกาสเติบโตและทำกำไรระยะยาว พร้อมเชิญชวนลงทะเบียนขอรับเครื่องหมาย DBD Registered สร้างความมีตัวตนในโลกออนไลน์ สร้างโอกาสและความได้เปรียบทางการตลาดให้ธุรกิจ             นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้เป็นยุคทองของการค้าออนไลน์อย่างแท้จริง เนื่องจากคนส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงการเดินทางออกนอกบ้านเพื่อลดความเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อโรค ประกอบกับการสั่งสินค้าออนไลน์ในปัจจุบันมีองค์ประกอบเกื้อหนุนที่ช่วยให้การซื้อสินค้ามีความสะดวกสบายมากขึ้น เช่น การจ่ายเงินผ่านระบบ e-Payment ผู้ให้บริการขนส่งมีให้เลือกหลากหลาย ผู้ค้าในตลาดมีเป็นจำนวนมากทำให้เกิดการแข่งขันด้านคุณภาพและราคา ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบและเลือกซื้อสินค้า/บริการจากผู้ขายที่มีคุณสมบัติเหมือนกันแต่ราคาย่อมเยากว่า และเข้าถึงผู้บริโภคในยุคนี้ได้อย่างโดนใจ”             “การขายสินค้าออนไลน์ให้ได้รับผลกำไรและอยู่ในธุรกิจระยะยาวต้องมีการวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดที่ดี เนื่องจากปัจจุบันตลาดออนไลน์มีคู่แข่งจำนวนมาก มีช่องทางการขายที่หลากหลายทั้งบนเว็บไซต์เฉพาะ แพลตฟอร์มอี-มาร์เก็ตเพลส หรือช่องทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งทุกช่องทางล้วนแล้วแต่มีกลุ่มเป้าหมาย/กลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน แต่ก็มีโอกาสที่กลุ่มลูกค้าจากช่องทางหนึ่งจะไปเปรียบเทียบราคาหรือคุณภาพสินค้ากับอีกช่องทางหนึ่ง เพื่อให้ได้สินค้าและราคาที่โดนใจมากที่สุด รวมถึงความพึงพอใจที่ได้รับจากผู้ค้า เช่น ความน่าเชื่อถือ...
จากภาวะวิกฤตไวรัสโคโลน่าโควิด – 19 ระบาดไปทั่วโลกอย่างหนัก ทุกธุรกิจได้รับผลกระทบหมด โดยเฉพาะธุรกิจอสังริมทรัพย์ รวมไปถึงธุรกิจการศึกษาที่ต้องปรับตัวให้เรียนกันที่บ้านมากขึ้น นอกจากนี้ธุรกิจด้านร้านอาหารก็ต้องปรับตัวสู่บริการสั่งซื้อรูปแบบออนไลน์มากขึ้น อย่างไรก็ตามยังมีบางธุรกิจที่ได้รับผลกระทบในเชิงบวก เช่น เกษตรกรรม ที่มียอดการสั่งซื้อเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากประชาชนยังต้องการอุปโภคบริโภคสินค้าเกษตรกรรมอยู่เสมอ รวมทั้งการเก็บสำรองไว้ใช้ในยามภาวะฉุกเฉินหรือการขยายประกาศพระราชกำหนดให้ประชาชนอยู่ภายในบ้านออกไปอีก ดร.สุทธิภัทร อัศววิชัยโรจน์ อาจารย์คณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด กล่าวว่า “วิกฤตโรคระบาดของไวรัสครั้งนี้ทุกธุรกิจได้รับผลกระทบเหมือนกันหมด ธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดีหลังจากวิกฤตครั้งนี้จะเป็นธุรกิจการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมและอาหารพร้อมรับประทาน ไปยังต่างประเทศ เป็นธุรกิจที่ยังได้เปรียบสำหรับประเทศไทยในปัจจุบัน เนื่องจากการผลิตและวัตถุดิบทรัพยากรที่มีคุณภาพ ส่วนภายในประเทศจะเป็นการขนส่งธุรกิจอาหาร ผลิตภัณฑ์หรือบริการให้กับกลุ่มลูกค้าที่ทำงานภายในบ้าน ธุรกิจอาหารเองที่สามารถบริการส่งถึงบ้านได้จะเป็นการตอบโจทย์ต่อไปในอนาคตที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างมาก อยากให้นักธุรกิจปรับตัวด้านการหาลูกค้าและการใช้นวัตกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องของการขนส่งที่เพิ่มมากขึ้น จากหลายประเทศที่ในช่วงวิกฤตพบว่าเศรษฐกิจยังเติบโตค่อนข้างช้า กลุ่มลูกค้ายังมีความเสี่ยงต่อการใช้เงิน ไม่กล้าที่จะใช้เงินหรือลงทุนอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้นภาคธุรกิจเองจะต้องปรับตัว เพื่อให้เข้ากับกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ดังกล่าว โดยจะต้องปรับตัวในเรื่องของหาช่องทางที่จะเข้าถึงผู้บริโภคได้เพิ่มมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การขายสินค้าบนช่องทางออนไลน์และการรวมกลุ่มกันเป็นพันธมิตร (Alliance) ในการทำธุรกิจเพื่อที่จะเสริมจุดแข็งและลบจุดด้อยให้กับองค์กร หรืออาจปรับลดหน่วยงานบางส่วนภายในองค์กรลง โดยการจ้างที่ปรึกษาภายนอก เพื่อที่จะลดค่าใช้จ่ายบางส่วนให้กับธุรกิจต่อไปในอนาคต” “ในธุรกิจกลุ่มสตาร์ทอัพและเอสเอ็มอีจะต้องมุ่งปรับตัวในเรื่องของการแข่งขัน เนื่องจากว่าธุรกิจได้รับผลกระทบจากไวรัส - 19 ค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นผู้ประกอบการเองจะต้องเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ซึ่งมีแนวโน้มต่อเนื่องอีกหลายเดือน จากตัวอย่างประเทศจีนหรือไต้หวัน ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่กล้าออกมาจับจ่ายใช้สอยมากนัก ทำให้ภาคธุรกิจจะต้องปรับตัวเอง ออกผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อตอบสนองกับผู้บริโภคที่ทำงานภายในบ้านหรือกับลูกค้าที่มีกิจวัตรประจำที่ทำภายในบ้านหรืออาคารเพิ่มมากขึ้น ในธุรกิจเอสเอ็มอีที่ยังไม่มีเงินทุนสำรองในปัจจุบัน...
นอสตร้า โลจิสติกส์ เผยสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ‘โควิด-19’ ดันยอดสั่งสินค้าออนไลน์ในประเทศโตสวนกระแสถึง 80% ด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคหลีกเลี่ยงแหล่งช้อปปิ้งแออัด หันไปเลือกสั่งสินค้าออนไลน์ แนะธุรกิจขนส่งเตรียมพร้อมรับมือใช้เทคโนโลยีจัดการและติดตามการขนส่งแบบเรียลไทม์ พร้อมการกำหนดพิกัดอาณาเขตพื้นที่เสี่ยงบนแผนที่ (Geofence) รับมือการแพร่ระบาดเพิ่มขึ้น เพื่อบริหารการจัดส่งสินค้า เพิ่มความมั่นใจแก่ผู้รับสินค้าทุกการจัดส่ง ในกรณีเกิดปัญหากับเส้นทางจัดส่งสามารถติดตามข้อมูลเพื่อวางแผนแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที นางวรินทร สีสุขดี ผู้อำนวยการส่วนผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ บริษัท จีไอเอส จำกัด เปิดเผยว่าจากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ‘โควิด-19’ ที่กำลังระบาดทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเริ่มหลีกเลี่ยงแหล่งช้อปปิ้งที่มีผู้คนแออัดและใช้บริการจัดส่งแทน โดยสั่งซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ ทำให้เกิดปริมาณการสั่งซื้อและการจัดส่งสินค้าเพิ่มขึ้นมากกว่าในเวลาปกติอย่างมาก สอดคล้องกับผลสำรวจของ กสทช. เปิดเผยว่า จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจากผู้ใช้งาน แอพฯ ของสำนักงานกสทช. จำนวน 2,554 คน พบว่า เดือนกุมภาพันธ์ 2563 ประชาชนมีการสั่งซื้อสินค้าผ่านออนไลน์เพิ่มสูงขึ้นจากเดือนมกราคม 2563 เกินกว่า 80% โดยสัดส่วนที่โตขึ้นมาจากพฤติกรรมการใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์ของผู้บริโภคที่มีมากขึ้น “ภายใต้วิกฤติดังกล่าวที่เกิดขึ้น ส่งผลต่อปัจจัยบวกที่ถือว่าเป็นโอกาสต่อวงการโลจิสติกส์และการขนส่ง จากพฤติกรรมผู้บริโภคหันไปเลือกสั่งซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ การบริการจัดส่งด่วนมีแนวโน้มกลายเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคสูงขึ้นมาก นับเป็นโอกาสและความท้าทายของทั้งผู้ค้ารายใหญ่ รายย่อย และธุรกิจขนส่งที่จะเตรียมความพร้อมรับมือทั้งในเรื่องปริมาณการจัดส่งสินค้าจากระบบออนไลน์ที่เพิ่มมากขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคในการรับบริการที่รวดเร็ว...
กระแสรักษ์โลก กลายเป็นเทรนด์ใหม่ในทุกอุตสาหกรรม รวมถึง อุตสาหกรรมอาหาร มนุษย์เริ่มรู้สึกผิดต่อการบริโภค เนื้อสัตว์ หลายคนบริโภคน้อยลง และ หลายคน หยุดบริโภค หรือยกเลิกการกินสัตว์ใหญ่ แล้วหันมาสู่การบริโภคสัตว์เล็กๆ เช่น แมลง ที่มีโปรตีนไม่แพ้สัตว์ใหญ่ นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผย ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ รายงานเกี่ยวกับสถานการณ์และทิศทางสินค้าอาหารที่กำลังมาแรง พบว่าสินค้าตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคมังสวิรัติหรือกลุ่มที่ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ (กลุ่มวีแกน) และสินค้าที่ใช้โปรตีนจากพืชมาทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ กำลังมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการที่ผู้บริโภคให้ความนิยมบริโภคเพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็น สินค้าดาวรุ่ง  ยกตัวอย่างประเทศเยอรมนี จากการเข้าไปสำรวจตลาดนวัตกรรมอาหารภายในงานแสดงสินค้าอาหาร Anuga ในเมืองโคโลญจ์ พบว่าสินค้าอาหารที่ใช้โปรตีนจากพืชมาทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีการนำมาผลิตเป็น นม เนื้อสัตว์ ไส้กรอก เนื้อเบอเกอร์ ไข่เหลวที่ทำจากถั่วเขียว และเบคอนทำจากเห็ด เป็นต้น โดยกลุ่มผู้บริโภคที่เรียกว่า..วีแกน ไม่ใช่เพียงโปรตีนจากพืชเท่านั้น ที่จะนำมาใช้ทดแทนเนื้อสัตว์อย่างไก่ หมู หรือ วัว แต่โปรตีนจากแมลง เช่น จิ้งหรีด หนอนนก...
‘RICH WITH EXPORT BUSINESS ONLINE รวยด้วยธุรกิจส่งออกออนไลน์’ เป็นหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คที่ผลิตโดยสำนักพิมพ์ GREAT idea ชื่อที่การันตีคุณภาพแห่งวงการ ในยุคนี้การค้าออนไลน์เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ใครก็ทำได้ เคล็ดลับความรวยด้วยธุรกิจออนไลน์คือเสน่ห์ของหนังสือเล่มนี้ ที่เน้นแนะกลยุทธ์ความสำเร็จจากการสะท้อนคำบอกเล่าของผู้ที่ผ่านประสบการณ์ส่งออกออนไลน์ พลิกชีวิตติดลบให้กลับมาประสบความสำเร็จได้อย่างน่าสนใจ หนังสือเริ่มต้นบทแรกชวนติดตามว่า..ธุรกิจส่งออกใครก็ทำได้! บางคนยังคิดว่าการทำธุรกิจระหว่างประเทศต้องเป็นบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น จริงๆแล้วมากกว่าร้อยละ 90 มาจากธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs  ที่สำคัญต้องรู้จักการ Delete ความคิดเดิมแล้ว Upgrade มุมมองใหม่เข้าไป การทำธุรกิจส่งออกวันนี้จะคิดเหมือน 30-40 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ ดังที่เจ้าของโรงงานแห่งหนึ่งเล่าว่ากำลังการผลิตในโรงงานของเขากว่า 30% เป็นคำสั่งซื้อจากเด็กวัยรุ่นที่เพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัย ซึ่งออกแบบความคิดเป็นสินค้าแล้วนำความคิดนั้นไปจดสิทธิบัตร จากนั้นก็ว่าจ้างโรงงานให้ผลิตสินค้าตามแบบ ก่อนนำไปโพสต์ขายผ่านเว็บไซต์ แม้หนังสือจะสะท้อนโอกาสแห่งการค้าออนไลน์ แต่ก็ไม่ลืมที่จะนำเสนอปัจจัยความสำเร็จด้านอื่น อาทิ การแนะนำตลาดการค้าใหม่ๆ การออกงานแสดงสินค้า การคัดเลือกชิปปิ้ง รวมถึงการขายผ่านเทรดเดอร์ เป็นต้น โดยรวมถือเป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่คนสนใจทำการค้าออนไลน์ หรือ การค้าระหว่างประเทศน่าซื้อหามาอ่านเพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการก้าวไปสู่ความสำเร็จ
Fintech พันธมิตรหรือคู่แข่ง โดย ปาริชาติ จิรวัชรา | พาร์ทเนอร์ บริการที่ปรึกษาด้านบริหารความเสี่ยง และ กานต์ชนก บุญสุภาพร |  ที่ปรึกษาอาวุโส  Clients & Industries ดีลอยท์ ประเทศไทย ในช่วงเวลาไม่กี่ปีทีผ่านมานี้ Fintech หรือ ผู้ประกอบการที่นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินด้วยการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ ได้เข้ามาเปลี่ยนโฉมวงการการเงินอย่างรวดเร็ว ซึ่งเราสามารถแบ่ง Fintech ออกเป็น 4 กลุ่มหลักตามลักษณะผลิตภัณฑ์และบริการ ดังนี้ 1) กลุ่มผู้ให้บริการด้านตลาดทุนและธนาคาร เช่น การชำระเงิน หรือ Payment และ ด้านการให้กู้ยืม หรือ Lending เป็นต้น 2) กลุ่มผู้ให้บริการด้านการบริหารจัดการการลงทุน 3) กลุ่มผู้ให้บริการด้านประกัน เช่น P2P insurance และการประกันส่วนบุคคล และ 4) กลุ่มผู้ให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ เช่น บริการด้านสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย เป็นต้น โดยสตาร์ทอัพแต่ละกลุ่มมีจำนวนแตกต่างกัน หากพิจารณาในระดับโลก  สตาร์ทอัพจะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้ให้บริการด้านตลาดทุนและธนาคารเป็นหลัก...
ดร.ประทีป ตั้งมติธรรม สร้างสรรค์หนังสือ “ประทีปทัศน์ lll” พร้อมเปิดการแสดงนิทรรศการภาพถ่ายเพื่อการกุศล ระหว่างวันที่ 5 - 17 พฤศจิกายน 2562 ณ ผนังโค้งชั้น 3 - 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยรายได้ทั้งหมดไม่หักค่าใช้จ่ายบริจาคสนับสนุนการดำเนินโครงการของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ดร.ประทีป  ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) และประธานกรรมการมูลนิธิ ประทีป - อัจฉรา ตั้งมติธรรม กล่าวถึงแรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือ “ประทีปทัศน์ lll” และการจัดนิทรรศการภาพถ่ายเพื่อการกุศลว่า การสร้างสรรค์ผลงานอันทรงคุณค่าต่อศิลปวัฒนธรรมและวรรณกรรมในครั้งนี้มาจากงานอดิเรกที่ชื่นชอบการถ่ายภาพในสถานที่อันงดงามทั่วโลก อาทิ ตุรกี สวิสเซอร์แลนด์ สเปน เยอรมัน สวีเดน อังกฤษ ออสเตรเลีย ออสเตรีย จีน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ ลาว สหรัฐอเมริกา...