previous arrow
next arrow
Slider
จากภาวะวิกฤตไวรัสโคโลน่าโควิด – 19 ระบาดไปทั่วโลกอย่างหนัก ทุกธุรกิจได้รับผลกระทบหมด โดยเฉพาะธุรกิจอสังริมทรัพย์ รวมไปถึงธุรกิจการศึกษาที่ต้องปรับตัวให้เรียนกันที่บ้านมากขึ้น นอกจากนี้ธุรกิจด้านร้านอาหารก็ต้องปรับตัวสู่บริการสั่งซื้อรูปแบบออนไลน์มากขึ้น อย่างไรก็ตามยังมีบางธุรกิจที่ได้รับผลกระทบในเชิงบวก เช่น เกษตรกรรม ที่มียอดการสั่งซื้อเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากประชาชนยังต้องการอุปโภคบริโภคสินค้าเกษตรกรรมอยู่เสมอ รวมทั้งการเก็บสำรองไว้ใช้ในยามภาวะฉุกเฉินหรือการขยายประกาศพระราชกำหนดให้ประชาชนอยู่ภายในบ้านออกไปอีก ดร.สุทธิภัทร อัศววิชัยโรจน์ อาจารย์คณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด กล่าวว่า “วิกฤตโรคระบาดของไวรัสครั้งนี้ทุกธุรกิจได้รับผลกระทบเหมือนกันหมด ธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดีหลังจากวิกฤตครั้งนี้จะเป็นธุรกิจการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมและอาหารพร้อมรับประทาน ไปยังต่างประเทศ เป็นธุรกิจที่ยังได้เปรียบสำหรับประเทศไทยในปัจจุบัน เนื่องจากการผลิตและวัตถุดิบทรัพยากรที่มีคุณภาพ ส่วนภายในประเทศจะเป็นการขนส่งธุรกิจอาหาร ผลิตภัณฑ์หรือบริการให้กับกลุ่มลูกค้าที่ทำงานภายในบ้าน ธุรกิจอาหารเองที่สามารถบริการส่งถึงบ้านได้จะเป็นการตอบโจทย์ต่อไปในอนาคตที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างมาก อยากให้นักธุรกิจปรับตัวด้านการหาลูกค้าและการใช้นวัตกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องของการขนส่งที่เพิ่มมากขึ้น จากหลายประเทศที่ในช่วงวิกฤตพบว่าเศรษฐกิจยังเติบโตค่อนข้างช้า กลุ่มลูกค้ายังมีความเสี่ยงต่อการใช้เงิน ไม่กล้าที่จะใช้เงินหรือลงทุนอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้นภาคธุรกิจเองจะต้องปรับตัว เพื่อให้เข้ากับกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ดังกล่าว โดยจะต้องปรับตัวในเรื่องของหาช่องทางที่จะเข้าถึงผู้บริโภคได้เพิ่มมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การขายสินค้าบนช่องทางออนไลน์และการรวมกลุ่มกันเป็นพันธมิตร (Alliance) ในการทำธุรกิจเพื่อที่จะเสริมจุดแข็งและลบจุดด้อยให้กับองค์กร หรืออาจปรับลดหน่วยงานบางส่วนภายในองค์กรลง โดยการจ้างที่ปรึกษาภายนอก เพื่อที่จะลดค่าใช้จ่ายบางส่วนให้กับธุรกิจต่อไปในอนาคต” “ในธุรกิจกลุ่มสตาร์ทอัพและเอสเอ็มอีจะต้องมุ่งปรับตัวในเรื่องของการแข่งขัน เนื่องจากว่าธุรกิจได้รับผลกระทบจากไวรัส - 19 ค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นผู้ประกอบการเองจะต้องเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ซึ่งมีแนวโน้มต่อเนื่องอีกหลายเดือน จากตัวอย่างประเทศจีนหรือไต้หวัน ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่กล้าออกมาจับจ่ายใช้สอยมากนัก ทำให้ภาคธุรกิจจะต้องปรับตัวเอง ออกผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อตอบสนองกับผู้บริโภคที่ทำงานภายในบ้านหรือกับลูกค้าที่มีกิจวัตรประจำที่ทำภายในบ้านหรืออาคารเพิ่มมากขึ้น ในธุรกิจเอสเอ็มอีที่ยังไม่มีเงินทุนสำรองในปัจจุบัน...
นอสตร้า โลจิสติกส์ เผยสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ‘โควิด-19’ ดันยอดสั่งสินค้าออนไลน์ในประเทศโตสวนกระแสถึง 80% ด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคหลีกเลี่ยงแหล่งช้อปปิ้งแออัด หันไปเลือกสั่งสินค้าออนไลน์ แนะธุรกิจขนส่งเตรียมพร้อมรับมือใช้เทคโนโลยีจัดการและติดตามการขนส่งแบบเรียลไทม์ พร้อมการกำหนดพิกัดอาณาเขตพื้นที่เสี่ยงบนแผนที่ (Geofence) รับมือการแพร่ระบาดเพิ่มขึ้น เพื่อบริหารการจัดส่งสินค้า เพิ่มความมั่นใจแก่ผู้รับสินค้าทุกการจัดส่ง ในกรณีเกิดปัญหากับเส้นทางจัดส่งสามารถติดตามข้อมูลเพื่อวางแผนแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที นางวรินทร สีสุขดี ผู้อำนวยการส่วนผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ บริษัท จีไอเอส จำกัด เปิดเผยว่าจากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ‘โควิด-19’ ที่กำลังระบาดทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเริ่มหลีกเลี่ยงแหล่งช้อปปิ้งที่มีผู้คนแออัดและใช้บริการจัดส่งแทน โดยสั่งซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ ทำให้เกิดปริมาณการสั่งซื้อและการจัดส่งสินค้าเพิ่มขึ้นมากกว่าในเวลาปกติอย่างมาก สอดคล้องกับผลสำรวจของ กสทช. เปิดเผยว่า จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจากผู้ใช้งาน แอพฯ ของสำนักงานกสทช. จำนวน 2,554 คน พบว่า เดือนกุมภาพันธ์ 2563 ประชาชนมีการสั่งซื้อสินค้าผ่านออนไลน์เพิ่มสูงขึ้นจากเดือนมกราคม 2563 เกินกว่า 80% โดยสัดส่วนที่โตขึ้นมาจากพฤติกรรมการใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์ของผู้บริโภคที่มีมากขึ้น “ภายใต้วิกฤติดังกล่าวที่เกิดขึ้น ส่งผลต่อปัจจัยบวกที่ถือว่าเป็นโอกาสต่อวงการโลจิสติกส์และการขนส่ง จากพฤติกรรมผู้บริโภคหันไปเลือกสั่งซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ การบริการจัดส่งด่วนมีแนวโน้มกลายเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคสูงขึ้นมาก นับเป็นโอกาสและความท้าทายของทั้งผู้ค้ารายใหญ่ รายย่อย และธุรกิจขนส่งที่จะเตรียมความพร้อมรับมือทั้งในเรื่องปริมาณการจัดส่งสินค้าจากระบบออนไลน์ที่เพิ่มมากขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคในการรับบริการที่รวดเร็ว...
กระแสรักษ์โลก กลายเป็นเทรนด์ใหม่ในทุกอุตสาหกรรม รวมถึง อุตสาหกรรมอาหาร มนุษย์เริ่มรู้สึกผิดต่อการบริโภค เนื้อสัตว์ หลายคนบริโภคน้อยลง และ หลายคน หยุดบริโภค หรือยกเลิกการกินสัตว์ใหญ่ แล้วหันมาสู่การบริโภคสัตว์เล็กๆ เช่น แมลง ที่มีโปรตีนไม่แพ้สัตว์ใหญ่ นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผย ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ รายงานเกี่ยวกับสถานการณ์และทิศทางสินค้าอาหารที่กำลังมาแรง พบว่าสินค้าตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคมังสวิรัติหรือกลุ่มที่ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ (กลุ่มวีแกน) และสินค้าที่ใช้โปรตีนจากพืชมาทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ กำลังมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการที่ผู้บริโภคให้ความนิยมบริโภคเพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็น สินค้าดาวรุ่ง  ยกตัวอย่างประเทศเยอรมนี จากการเข้าไปสำรวจตลาดนวัตกรรมอาหารภายในงานแสดงสินค้าอาหาร Anuga ในเมืองโคโลญจ์ พบว่าสินค้าอาหารที่ใช้โปรตีนจากพืชมาทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีการนำมาผลิตเป็น นม เนื้อสัตว์ ไส้กรอก เนื้อเบอเกอร์ ไข่เหลวที่ทำจากถั่วเขียว และเบคอนทำจากเห็ด เป็นต้น โดยกลุ่มผู้บริโภคที่เรียกว่า..วีแกน ไม่ใช่เพียงโปรตีนจากพืชเท่านั้น ที่จะนำมาใช้ทดแทนเนื้อสัตว์อย่างไก่ หมู หรือ วัว แต่โปรตีนจากแมลง เช่น จิ้งหรีด หนอนนก...
‘RICH WITH EXPORT BUSINESS ONLINE รวยด้วยธุรกิจส่งออกออนไลน์’ เป็นหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คที่ผลิตโดยสำนักพิมพ์ GREAT idea ชื่อที่การันตีคุณภาพแห่งวงการ ในยุคนี้การค้าออนไลน์เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ใครก็ทำได้ เคล็ดลับความรวยด้วยธุรกิจออนไลน์คือเสน่ห์ของหนังสือเล่มนี้ ที่เน้นแนะกลยุทธ์ความสำเร็จจากการสะท้อนคำบอกเล่าของผู้ที่ผ่านประสบการณ์ส่งออกออนไลน์ พลิกชีวิตติดลบให้กลับมาประสบความสำเร็จได้อย่างน่าสนใจ หนังสือเริ่มต้นบทแรกชวนติดตามว่า..ธุรกิจส่งออกใครก็ทำได้! บางคนยังคิดว่าการทำธุรกิจระหว่างประเทศต้องเป็นบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น จริงๆแล้วมากกว่าร้อยละ 90 มาจากธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs  ที่สำคัญต้องรู้จักการ Delete ความคิดเดิมแล้ว Upgrade มุมมองใหม่เข้าไป การทำธุรกิจส่งออกวันนี้จะคิดเหมือน 30-40 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ ดังที่เจ้าของโรงงานแห่งหนึ่งเล่าว่ากำลังการผลิตในโรงงานของเขากว่า 30% เป็นคำสั่งซื้อจากเด็กวัยรุ่นที่เพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัย ซึ่งออกแบบความคิดเป็นสินค้าแล้วนำความคิดนั้นไปจดสิทธิบัตร จากนั้นก็ว่าจ้างโรงงานให้ผลิตสินค้าตามแบบ ก่อนนำไปโพสต์ขายผ่านเว็บไซต์ แม้หนังสือจะสะท้อนโอกาสแห่งการค้าออนไลน์ แต่ก็ไม่ลืมที่จะนำเสนอปัจจัยความสำเร็จด้านอื่น อาทิ การแนะนำตลาดการค้าใหม่ๆ การออกงานแสดงสินค้า การคัดเลือกชิปปิ้ง รวมถึงการขายผ่านเทรดเดอร์ เป็นต้น โดยรวมถือเป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่คนสนใจทำการค้าออนไลน์ หรือ การค้าระหว่างประเทศน่าซื้อหามาอ่านเพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการก้าวไปสู่ความสำเร็จ
Fintech พันธมิตรหรือคู่แข่ง โดย ปาริชาติ จิรวัชรา | พาร์ทเนอร์ บริการที่ปรึกษาด้านบริหารความเสี่ยง และ กานต์ชนก บุญสุภาพร |  ที่ปรึกษาอาวุโส  Clients & Industries ดีลอยท์ ประเทศไทย ในช่วงเวลาไม่กี่ปีทีผ่านมานี้ Fintech หรือ ผู้ประกอบการที่นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินด้วยการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ ได้เข้ามาเปลี่ยนโฉมวงการการเงินอย่างรวดเร็ว ซึ่งเราสามารถแบ่ง Fintech ออกเป็น 4 กลุ่มหลักตามลักษณะผลิตภัณฑ์และบริการ ดังนี้ 1) กลุ่มผู้ให้บริการด้านตลาดทุนและธนาคาร เช่น การชำระเงิน หรือ Payment และ ด้านการให้กู้ยืม หรือ Lending เป็นต้น 2) กลุ่มผู้ให้บริการด้านการบริหารจัดการการลงทุน 3) กลุ่มผู้ให้บริการด้านประกัน เช่น P2P insurance และการประกันส่วนบุคคล และ 4) กลุ่มผู้ให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ เช่น บริการด้านสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย เป็นต้น โดยสตาร์ทอัพแต่ละกลุ่มมีจำนวนแตกต่างกัน หากพิจารณาในระดับโลก  สตาร์ทอัพจะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้ให้บริการด้านตลาดทุนและธนาคารเป็นหลัก...
ดร.ประทีป ตั้งมติธรรม สร้างสรรค์หนังสือ “ประทีปทัศน์ lll” พร้อมเปิดการแสดงนิทรรศการภาพถ่ายเพื่อการกุศล ระหว่างวันที่ 5 - 17 พฤศจิกายน 2562 ณ ผนังโค้งชั้น 3 - 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยรายได้ทั้งหมดไม่หักค่าใช้จ่ายบริจาคสนับสนุนการดำเนินโครงการของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ดร.ประทีป  ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) และประธานกรรมการมูลนิธิ ประทีป - อัจฉรา ตั้งมติธรรม กล่าวถึงแรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือ “ประทีปทัศน์ lll” และการจัดนิทรรศการภาพถ่ายเพื่อการกุศลว่า การสร้างสรรค์ผลงานอันทรงคุณค่าต่อศิลปวัฒนธรรมและวรรณกรรมในครั้งนี้มาจากงานอดิเรกที่ชื่นชอบการถ่ายภาพในสถานที่อันงดงามทั่วโลก อาทิ ตุรกี สวิสเซอร์แลนด์ สเปน เยอรมัน สวีเดน อังกฤษ ออสเตรเลีย ออสเตรีย จีน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ ลาว สหรัฐอเมริกา...
ภายในปี 2050 หรืออีกไม่ถึง 30 ปีต่อจากนี้ หน้าตาของอาหารจะเปลี่ยนไปตามสภาพการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลง คนมากขึ้น ความต้องการบริโภคมากขึ้น แต่พื้นที่ผลิตอาหารกลับน้อยลง ในอนาคต ‘ฟาร์มหมู’ หรือ ‘ฟาร์มวัว’ จะหายไปจำนวนมาก เนื่องจากพื้นที่มีปริมาณจำกัด และมลภาวะในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากฟาร์มเหล่านี้ที่ส่งผลต่อโลกร้อน ทำให้มนุษย์ลดการบริโภคเนื้อหมู และ เนื้อวัว โดยหันไปบริโภคเนื้อสัตว์เล็กที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทน ฟาร์มปลา ฟาร์มแมลง จะเข้ามาแทน ด้วยการใช้พื้นที่น้อยกว่า และ ไม่ก่อปัญหาโลกร้อน ส่วนเนื้อหมูและเนื้อวัวจะถูกผลิตด้วยรูปแบบอื่น ไม่ใช่ในฟาร์ม แต่เป็น… ห้องแล็บ! Cultured Meat หนึ่งนวัตกรรมอาหารแห่งโลกอนาคต   ข้อมูลจาก Economic Intelligence Center หรือ EIC ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินว่า เทคโนโลยีการเลี้ยงเนื้อในห้องแล็บหรือ Cultured meat จะแก้ปัญหาความไม่มีประสิทธิภาพของการเลี้ยงสัตว์ในปัจจุบันเพื่อรองรับความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยในระยะสั้นจะมีการบริโภคเพียงเฉพาะกลุ่ม แต่ในระยะยาวอาจมีการบริโภคมากขึ้นหากมีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงหรือดีกว่าเนื้อทั่วไป และราคาลดลงมากพอที่จะแข่งขันกับเนื้อทั่วไปได้ แบบนี้ต้องร้อง… ว้าววววว รายงานจาก EIC ระบุอีกว่าปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ที่เริ่มเป็นที่พูดถึงคือการเลี้ยงเนื้อในห้องแล็บหรือ Cultured Meat โดยเริ่มจากการนำสเต็มเซลล์ของสัตว์ต้นแบบมาเพาะเลี้ยงในถังหมัก (bioreactor) ในอุณหภูมิที่เหมาะสมด้วยน้ำเลี้ยง (culture medium) ที่มีสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของสเต็มเซลล์ ทำให้เนื้อแต่ละชนิดต้องการการเลี้ยงในสภาพที่แตกต่างกัน ขณะนี้สตาร์ทอัพทั่วโลกกำลังพัฒนาเทคโนโลยีการเลี้ยงเนื้อสัตว์ใน Cultured meat ที่ต่างกันไป...
Future Food หรือ อาหารอนาคต คือตลาดใหม่ที่กำลังมาแรง เป็นการครีเอทอาหารเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มใหม่ๆ อาทิ กลุ่มผู้สูงอายุ หรือ ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ประเทศไทยมีประชากรที่อายุ 60 ปีเพิ่มขึ้นทุกปี คาดการณ์ว่าภายในปี 2564 ประชากรสูงวัยจะเพิ่มขึ้นเป็น 20% ของประชากรทั้งประเทศ จัดอยู่ในเกณฑ์ ‘สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์’ aged society และภายในปี 2574 ประชากรสูงวัยจะเพิ่มขึ้นจนก้าวสู่การเป็น ‘สังคมสูงวัยระดับสุดยอด’ super aged society สังคมสูงวัยจึงกลายเป็นตลาดใหม่ของอุตสาหกรรมอาหาร   ข้อมูลจาก สถาบันอาหาร หน่วยงานเครือข่ายกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า Future Food ในประเทศไทยปัจจุบันมีมูลค่าตลาด เฉียด 2 แสนล้านบาทต่อปี! ‘โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารนวัตกรรมเพื่อผู้สูงอายุ’ ของสถาบันอาหาร ทำให้เห็นไอเดียกลุ่มอาหารอนาคตหลายอย่าง ยกระดับอาหารแปรรูปและเกษตรแปรรูป สร้างมูลค่าเพิ่มในรูปแบบของผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับผู้สูงอายุ ด้วยนวัตกรรม (Food Innovation for Anti-Aging) ในเชิงพาณิชย์ สามารถสนองตอบความต้องการของผู้สูงอายุ และผู้ใส่ใจดูแลสุขภาพได้เป็นอย่างดี    อาทิ ผลิตภัณฑ์ “ทอดมันกุ้งไข่ขาว” โดย บริษัท บีเลิฟเนอร์สซิ่งโฮม  จำกัด จ.นครสวรรค์   เก็บรักษาแบบแช่เย็น/แช่เยือกแข็ง เหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่ต้องการโปรตีนในมื้ออาหารหลัก...
เงินบาทกำลังเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ในประเด็น..การแข็งค่า เคยใช้เงิน 32 บาทแลกได้ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ตอนนี้ใช้แค่ 30 บาทกว่าๆแลกได้ 1 ดอลลาร์สหรัฐ มองเผินๆ ก็น่าจะดี เพราะแสดงให้เห็นศักยภาพค่าบาทที่ทรงพลังขึ้น นั่นสิ..แล้วส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจไทยยังไง?   ประเด็นหลักเลยเพราะค่าเงินบาทถือเป็นตัวแปรสำคัญต่อผลกำไรขาดทุนในการทำธุรกิจส่งออก จึงเห็นกลุ่มผู้ส่งออกพาเหรดออกมากดดันธนาคารแห่งประเทศไทยหรือแบงก์ชาติรายวัน หลายคนอาจทึกทักว่า ผู้ส่งออกเอาแต่ได้!!! ตอนค่าเงินบาทอ่อน เงียบกริบ! โกยกำไรกันเพลิน พอเงินบาทแข็งค่าขึ้นบาทสองบาทพูดกันสนั่นเมือง ฝ่ายผู้ส่งออกก็ออกมาตอกกลับว่า เรื่องค่าเงินบาทจะแข็งหรืออ่อนนั้นไม่ใช่ประเด็น แต่ไฮไลท์อยู่ที่การแข็งค่านั้นสูงกว่าทั่วโลก หลายเปอร์เซ็นต์! ทำให้อำนาจการแข่งขันสินค้าไทยในตลาดโลกหดหายไป นำมาสู่ปัญหา ‘ทุนหาย กำไรหด’   สมมติตั้งราคาส่งออกสินค้า 1 ล้านชิ้น ในอัตราค่าเงิน 1 เหรียญสหรัฐฯต่อ 32 บาท ได้กำไรชิ้นละ 1 บาท เท่ากับกำไร 1 ล้านบาท ทำสัญญาเสร็จสรรพ ถึงวันรับเงินค่าเงินบาทแข็งขึ้นเป็น 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เท่ากับว่ากำไร 1 ล้านบาทหายไปเห็นๆ!!! แล้วถ้าไม่ได้ตั้งกำไรในราคาชิ้นละ 1 บาท แต่เป็นชิ้นละ .50 บาท หรือ .25 บาท กลายเป็นติดลบไปอีก เพราะฉะนั้น ในช่วงที่ค่าเงินบาทผันผวนไปถามผู้ส่งออกว่าตั้งเป้าหมายออเดอร์ปีนี้ไว้เท่าไหร่...