previous arrow
next arrow
Slider
ธุรกิจโรงแรมและที่พักเป็นหนึ่งในห่วงโซ่ของภาคการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์โควิด-19 ซึ่งที่ผ่านมา จนกระทั่งถึง ณ ขณะนี้ หน่วยงานรัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวเนื่องได้ทยอยออกมาตรการช่วยเหลือธุรกิจโรงแรมมาต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้มีการพูดถึงการทำ Asset Warehouse ธุรกิจ เพื่อเปิดทางเลือกให้กับเจ้าของโรงแรมในการขายกิจการเพื่อ Freeze ส่วนสูญเสีย และมีโอกาสซื้อกิจการคืนในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อเริ่มมีการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติสู่ระดับปกติอีกครั้ง ที่ผ่านมา ภาครัฐมีมาตรการช่วยเหลือโรงแรมในหลายส่วน ได้แก่ มาตรการเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการ คือ โครงการ Soft Loans ซึ่งได้มีการปรับเงื่อนไขระยะเวลาการขอรับสินเชื่อจนถึงกลางปี 2564 การขยายวงเงินขอสินเชื่อ เพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและเล็ก ตลอดจนมาตรการการขยายระยะเวลาการพักชำระหนี้ (Debt Holidays) ซึ่งขยายระยะเวลามาถึงปี 2564 ที่ครอบคลุมในทุกกลุ่มผู้ประกอบการทั้งขนาดกลางและเล็ก ตลอดจนผู้ประกอบการรายใหญ่ นอกจากนี้ยังมีในส่วนของมาตรการการแบ่งเบาภาระรายจ่ายผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม คือ มาตรการยกเว้นการจัดเก็บค่าธรรมเนียมโรงแรมปีละ 40 บาทต่อห้องพักตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2565 รวมถึงมาตรการกระตุ้นตลาดท่องเที่ยวในประเทศ ได้แก่ โครงการเราเที่ยวด้วยกัน สนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านที่พัก ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว...
พาณิชย์’ ลุยผลักดันผู้ประกอบการรายย่อยเข้าสู่ธุรกิจฟู้ดทรัค เพิ่มโอกาสทางธุรกิจและเข้าถึงแหล่งเงินทุน หลังธุรกิจฟู้ดทรัคเติบโตสวนกระแสโรคโควิด-19 ปริมาณรถฟู้ดทรัคเพิ่มขึ้นจาก 2,500 คัน เป็น 2,800 คัน ภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี มูลค่าการตลาดแตะ 3,000 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจร้านอาหารรายใหญ่ร่วมโดดเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดกันอย่างคึกคัก พร้อมเตรียมสร้างประสบการณ์ทางธุรกิจที่ดี จัดงาน คาราวาน ฟู้ดทรัค มาร์ท ออนทัวร์ ให้ผู้ประกอบการโชว์ศักยภาพ...หลังสถานการณ์โควิด-19 เบาบาง                นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “ได้สั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เร่งผลักดันผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าสู่ธุรกิจฟู้ดทรัคมากขึ้น เป็นการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เนื่องจากธุรกิจฟู้ดทรัคสามารถนำมาใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจประเภทกิจการได้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการฟู้ดทรัคที่ต้องการขยายธุรกิจหรือต้องการเงินลงทุนสามารถเข้าถึงแหล่งทุนจากสถาบันการเงินได้สะดวกและง่ายมากขึ้น ขณะเดียวกัน ให้หารือกับผู้ประกอบการแฟรนไชส์ประเภทอาหารและเครื่องดื่มให้เข้าสู่ธุรกิจฟู้ดทรัคด้วยเช่นกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะประกอบธุรกิจแบบหน้าร้านพร้อมนั่งทานอาหารในร้านเป็นหลัก เมื่อเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 และรัฐบาลกำหนดนโยบาย ‘อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ’ พร้อมมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม ทำให้ธุรกิจร้านอาหารได้รับผลกระทบทันที ถึงแม้ว่าจะมีการเพิ่มช่องทางการให้บริการจัดส่งอาหารแบบเดลิเวอรีเพิ่มขึ้นก็ตาม แต่ยอดขายก็ยังไม่เติบโตเท่าที่ควร รวมทั้ง ไม่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่มีอย่างหลากหลาย ดังนั้น...
ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) เว็บไซต์มาร์เก็ตเพลสด้านอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย เผยการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ แรงกระเพื่อมสำคัญต่อการฟื้นตัวของภาพรวมเศรษฐกิจ ผู้บริโภคเพิ่มความระมัดระวังการใช้จ่าย ส่งผลกระทบให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกลับมาชะลอตัวอีกครั้ง ข้อมูลล่าสุดจากรายงาน DDproperty Thailand Property Market Index เผยดัชนีราคาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 197 จุด จาก 201 จุด หรือลดลง 2% จากไตรมาสก่อน ถือเป็นดัชนีราคาที่ต่ำที่สุดในรอบ 14 ไตรมาส (นับตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ปี 2560) หลังจากเคยมีแนวโน้มฟื้นตัวในช่วงคลายล็อกดาวน์จากการแพร่ระบาดฯ รอบแรก คาดแนวโน้มราคาอสังหาฯ และอุปทานจะลดลงต่อเนื่องจากไตรมาส 4 ปีที่แล้ว และยังไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีแรก หวังวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 และมาตรการเยียวยาเพิ่มเติมจากภาครัฐช่วยกระตุ้นให้ตลาดอสังหาฯ กลับมาฟื้นตัวเร็วขึ้น นางกมลภัทร แสวงกิจ ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทยของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า   คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 0.50...
กระทรวงพาณิชย์ เปิด 12 ธุรกิจที่น่าจับตามองปี 2564 ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้ชีวิตยุค New Normal และ Next Normal : อี-คอมเมิร์ซ โลจิสติกส์ ธุรกิจเกี่ยวกับสุขอนามัย และธุรกิจเทคโนโลยีที่รองรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน... มูลค่าตลาดรวมกว่า 2.2 ล้านล้านบาท แนะ!!! ผู้ประกอบการที่กำลังจะลงทุนทำธุรกิจ นอกจากกระแสธุรกิจที่กำลังได้รับความนิยมแล้ว ความชื่นชอบและความถนัดเป็นอีกคุณสมบัติที่ต้องคำนึง...การลงทุนมีความเสี่ยง ยุคนี้...ทำธุรกิจต้องรอบคอบให้มากที่สุด             นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทั้ง 2 ครั้งในประเทศไทย ทำให้ธุรกิจต่างได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมเป็นอย่างมาก เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องหยุดชะงักลงชั่วคราวจากการเว้นระยะห่างทางสังคม เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคฯ ประกอบกับประชาชนมีการปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตหลายด้านทำให้การใช้จ่ายเกิดการชะลอตัว และมีความระมัดระวังเรื่องการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐบาลได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบฯ และกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศโดยรวม ทำให้ธุรกิจกลับมาประกอบธุรกิจและขยายการลงทุนอีกครั้ง ซึ่งในปี 2563 ผู้ประกอบการทั้งรายเก่าและรายใหม่ต่างหันมาประกอบธุรกิจที่สอดรับกับการใช้ชีวิตยุค New Normal มากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขอนามัย...
หลังจากหลายฝ่ายตั้งความหวังไว้ว่าปี 2564 น่าจะเป็นการเริ่มต้นศักราชใหม่ที่เศรษฐกิจมีโอกาสฟื้นตัวและขับเคลื่อนธุรกิจทุกภาคส่วนให้กลับมาเติบโตได้อีกครั้ง เมื่อมีสัญญาณบวกจากการพัฒนาวัคซีนต้านเชื้อไวรัสโควิด-19 และแผนการฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับประเทศไทยและสร้างความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจทุกภาคส่วน แต่การแพร่ระบาดระลอกใหม่เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ได้ทำให้ทั้งประเทศต้องปรับแผนใหม่อีกรอบแบบไม่ทันตั้งตัว ในขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์นั้นเมื่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเริ่มกลับมาในช่วงแรก ทำให้ผู้พัฒนาอสังหาฯ ต่างขนโปรโมชั่นลด แลก แจก แถมออกมาเพื่อกระตุ้นกำลังซื้ออย่างต่อเนื่อง พร้อมวางแผนเปิดตัวโครงการต่าง ๆ มาเจาะกลุ่มผู้ซื้อที่เป็นผู้อยู่อาศัยจริง (Real Demand) เพิ่มขึ้นในปี 2564 แม้การแพร่ระบาดระลอกใหม่นี้จะทำให้แผนธุรกิจต้องสะดุดไปบ้าง แต่คาดว่าสถานการณ์จะไม่หยุดชะงักกินระยะเวลายาวนานเหมือนรอบที่ผ่านมา นางกมลภัทร แสวงกิจ ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทยของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ในไทย ถือเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อการเติบโตของตลาดอสังหาฯ ปีนี้ ผู้ประกอบการหลายรายจำเป็นต้องปรับแผนเพื่อรับมือ จากที่เคยคาดการณ์ว่าปี 2564 จะเป็นปีปรับสมดุลของตลาดอสังหาฯ ทั้งในแง่ของราคาและอุปทานและจะฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี แต่การแพร่ระบาดระลอกใหม่อาจส่งผลให้ต้องใช้ระยะเวลาปรับตัวนานขึ้น แม้ตอนนี้จะยังไม่สามารถประเมินผลกระทบที่มีต่อการเติบโตในตลาดได้ชัดเจนเนื่องจากมีระยะเวลาที่สั้นเกินไป แต่เชื่อว่าจากประสบการณ์ตรงที่ผู้พัฒนาอสังหาฯ นักลงทุน และผู้บริโภครับมือการแพร่ระบาดในปีที่ผ่านมาจะทำให้สามารถปรับตัวและจัดการกับสถานการณ์ครั้งนี้ได้ดีขึ้น ผนวกกับการที่วัคซีนต้านเชื้อไวรัสโควิด-19 กำลังจะเข้าไทยเร็ว ๆ นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ทุกฝ่ายสามารถข้ามผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้ เมืองท่องเที่ยวกระทบหนัก หลังเจอโควิดระลอกใหม่ แม้ว่าทิศทางการขับเคลื่อนตลาดอสังหาฯ ของผู้ประกอบการจะยังโฟกัสกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงหรือกลุ่ม Real Demand มากขึ้น...
การ์ทเนอร์ อิงค์ คาดการณ์การใช้จ่ายของผู้บริโภคไปกับอุปกรณ์สวมใส่ไฮเทค (Wearable Devices) ทั่วโลกปีนี้จะมีมูลค่ารวม 81.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 18.1% จาก 69 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปีที่ผ่านมา โดยการทำงานระยะไกลและความใส่ใจตรวจเช็กสุขภาพที่เพิ่มขึ้นของผู้คนช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 เป็น 2 ปัจจัยสำคัญเร่งผลักดันการเติบโตของตลาด             นายรันจิต อัตวัล ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยอาวุโสของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “การแนะนำมาตรการด้านสุขภาพเพื่อเฝ้าติดตามอาการโควิด-19 ด้วยตัวเอง และแนวโน้มความสนใจด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคทั่วโลกช่วงล็อกดาวน์เป็นโอกาสสำคัญของตลาดอุปกรณ์สวมใส่ไฮเทค โดยอุปกรณ์หูฟังและสมาร์ทวอทช์กำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง เนื่องจากผู้บริโภคใช้อุปกรณ์เหล่านี้ในการทำงานระยะไกล, ออกกำลังกาย, ติดตามข้อมูลสุขภาพและอื่น ๆ”             ในปี 2563 มีการใช้จ่ายไปกับอุปกรณ์หูฟังเพิ่มขึ้น 124% หรือคิดเป็นมูลค่ารวม 32.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดการณ์ปีนี้จะมีมูลค่าสูงถึง 39.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ดูตารางที่1) โดยการเติบโตอย่างมหาศาลนี้เกิดจากพนักงานที่ต้องทำงานนอกออฟฟิศอัพเกรดหูฟังเพื่อสื่อสารผ่านวิดีโอคอลและผู้บริโภคซื้อหูฟังเพื่อใช้กับสมาร์ทโฟนของตน             ตารางที่ 1 มูลค่าการใช้จ่ายอุปกรณ์สวมใส่ของผู้บริโภคทั่วโลกตามประเภทในปี 2562 ถึง 2565 (หน่วย:ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ประเภทอุปกรณ์     2562     2563     2564      2565สมาร์ทวอทช์ (Smartwatch)    18,501     21,758     25,827     31,337 สายนาฬิการัดข้อมือ (Wristband)      5,101       4,987     4,906      4,477 หูฟัง (Ear-worn)    14,583      32,724   39,220     44,160จอแสดงผลแบบสวมศีรษะ...
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ชี้โอกาสส่งออกสินค้าของทานเล่นที่ทำด้วยผลไม้เจาะตลาดสหรัฐฯ หลังผลวิจัยพบผู้บริโภคให้ความสำคัญและนิยมรับประทานเพิ่มมากขึ้น คาดขยายตัวแรงจนถึงปี 69 นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานผลการวิจัยตลาดขนมขบเคี้ยวและของทานเล่นจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครชิคาโก สหรัฐฯ ที่ทำการศึกษาวิจัยโดยบริษัท Global Market Insights Inc. ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยและที่ปรึกษาด้านการตลาดในสหรัฐฯ พบว่าตลาดสินค้าของทานเล่นที่ทำด้วยผลไม้ (Fruit Snacks) ในตลาดภูมิภาคอเมริกาเหนือ จะมีมูลค่าถึง 18,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2569 และอัตราการเติบโตต่อปีร้อยละ 3.6 ในช่วงระหว่างปี 2563-2569 จึงเป็นโอกาสสำหรับการส่งออกของทานเล่นที่ทำด้วยผลไม้ของไทย เพราะเป็นประเทศที่ผลิตผลไม้เมืองร้อนที่สำคัญของโลก หากวางแผนการผลิตได้ตรงตามความต้องการของตลาด ก็จะทำให้ไทยมีโอกาสส่งออกผลไม้แปรรูปไปยังตลาดสหรัฐฯ ได้เพิ่มขึ้น สำหรับสินค้าที่ผู้บริโภคนิยมรับประทาน จะเน้นของทานเล่นชนิดที่ทำจากผลไม้ชนิดที่มีไฟเบอร์สูง ให้แคลอรี่ต่ำ มีปริมาณน้ำตาลน้อย ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน ความดัน และโรคหัวใจ คาดว่าความนิยมจะขยายตัวไปจนถึงปี 2569 ผลิตภัณฑ์ของทานเล่นที่ทำด้วยผลไม้ที่จำหน่ายในตลาดภูมิภาคอเมริกาเหนือมีหลายรูปแบบ แยกออกเป็น 2...
การระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ นับเป็นข่าวร้ายต่อภาคการท่องเที่ยวของไทยที่กำลังอยู่ในระยะของการเริ่มฟื้นตัว ขณะที่แม้ทางการจะออกมาตรการต่างๆ เพื่อควบคุมการระบาดระลอกใหม่ แต่ยังไม่ได้มีข้อจำกัดห้ามเดินทางข้ามจังหวัดก็ตามอย่างไรก็ดี จากผลสำรวจ พบว่าคนกรุงเทพฯ กว่า 54.8% ไม่มีแผนที่จะเดินทางท่องเที่ยวต่างจังหวัดในช่วงเทศกาลวันหยุดยาวส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2564 ขณะที่กลุ่มตัวอย่างประมาณ 30.9% ยังมีแผนที่จะเดินทางท่องเที่ยวในต่างจังหวัด ซึ่งจะมีทั้งการเดินทางเพื่อท่องเที่ยวแบบพักค้างคืนและการเดินทางไปเช้า-เย็นกลับ อย่างไรก็ดีแผนการท่องเที่ยวยังต้องขึ้นอยู่กับพัฒนาการการระบาดของโควิด-19 เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ยังมีจำนวนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งอาจจะมีผลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวจริงของผู้ตอบแบบสอบถาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่คาดว่าจะทำให้เกิดการสูญเสียโอกาสในการสร้างรายได้จากคนไทยเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาว 4 วัน (ตั้งแต่วันที่ 31 ธ.ค. 63 – 3 ม.ค. 64) คิดเป็นมูลค่าประมาณ 5,850 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนรายได้ที่สูญเสียไปประมาณ 58.4% ของรายได้ไทยเที่ยวไทยในช่วงเวลาปกติ 4 วัน ที่ไม่ได้เกิดการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวคงจะต้องมีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารในพื้นที่ที่ถูกต้อง เพื่อประกอบการตัดสินใจของลูกค้าที่จะมาใช้บริการหรือมีแผนที่จะเดินทางในช่วงนี้ รวมถึงการสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยวที่จะมาใช้บริการ
นอกจากเรา “เสียภาษีทางตรง” จากการที่กรมสรรพากรเรียกเก็บทุกปีอย่าง “ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา” หรือ “ภาษีนิติบุคคล” แล้ว ยังมี “เสียภาษีทางอ้อม” ที่ผู้ประกอบการเรียกเก็บจากผู้บริโภคเมื่อขายสินค้าและบริการต่าง ๆ อาทิ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specification Business Tax) และอากรแสตมป์ (Stamp Duty) โดยข้อมูลการเก็บภาษีจากกรมสรรพากรที่รวบรวมโดยสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) ระบุในปี 2562 “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” คือภาษีที่มีมูลค่าการจัดเก็บสูงที่สุดถึง 6 แสนล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าการใช้จ่ายแต่ละวันของเราล้วนข้องเกี่ยวกับการเสียภาษี ตั้งแต่เราลืมตาตื่นหยิบยาสีฟันหลอดใหม่ที่เพิ่งซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อเมื่อคืน เติมน้ำมันรถในปั้มข้างบ้านหรือซื้อตั๋วโดยสารรถประจำทางเพื่อไปทำงานต่อ จ่ายเงินซื้ออาหารจานด่วนหลากหลายมื้อตามร้านอาหาร ไปจนถึงการจ่ายค่าโทรศัพท์ ค่าเน็ต และค่าช็อปปิ้งใน Supermarket รวมถึงการช็อปในโลกออนไลน์ ข้อมูลจาก ธปท. ระบุ ณ เดือนกันยายน 2563 คนไทยมีเงินฝากเฉลี่ยต่อบัญชีเพียง 4,754 บาทเท่านั้น! สวนทางกับความเป็นจริงที่ว่า “เงินออม” เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในทุกช่วงของชีวิต...
จากการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 รอบใหม่ซึ่งเริ่มต้นจากตลาดกุ้งในสมุทรสาครเมื่อต้นเดือนธันวาคม 2563 จนกระทั่งนำมาสู่การล็อกดาวน์ชั่วคราวจังหวัดสมุทรสาครตั้งแต่ 19 ธันวาคม 2563 ถึง 3 มกราคม 2564 ขณะเดียวกันก็ยังพบจำนวนผู้ติดเชื้อที่กระจายตัวไปยังพื้นที่ต่างๆ ในหลายจังหวัดของประเทศไทย ในเบื้องต้นภายใต้กรณีที่ไม่พบคลัสเตอร์ของจำนวนผู้ติดเชื้อในจังหวัดอื่นหรือเหตุการณ์ไม่ลุกลามจนนำมาสู่การล็อกดาวน์เป็นวงกว้าง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทยอาจได้รับความสูญเสียจากการระบาดรอบใหม่ของ COVID-19 คิดเป็นมูลค่าราวๆ 45,000 ล้านบาทในกรอบเวลา 1 เดือน โดยจำแนกผลกระทบได้ดังนี้ 1.ความสูญเสียที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้าประมงและอาหารทะเล ที่อาจมีมูลค่ารวมกันราว 13,000 ล้านบาท จากความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดการชะลอการบริโภคสินค้าประมงและอาหารทะเลในระยะสั้น นอกจากนี้ การส่งออกสินค้ากลุ่มดังกล่าวในระยะถัดไปก็อาจจะได้รับผลกระทบบ้างโดยเฉพาะในด้านขั้นตอนการตรวจสอบและกระบวนการต่างๆ ที่คู่ค้าอาจหยิบยกให้ผู้ประกอบการไทยมีการดำเนินการเพิ่มเติม ถึงแม้ขณะนี้จะยังไม่มีการยกเลิกคำสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้าก็ตาม ทั้งนี้ สมุทรสาคร นับเป็นแหล่งวัตถุดิบหลักในธุรกิจการประมงและการแปรรูปสัตว์น้ำ โดยปริมาณสัตว์น้ำสดที่ใช้ในธุรกิจการประมงและการแปรรูปสัตว์น้ำเค็ม มีสัดส่วนเกือบ 40% ของทั้งประเทศ (ไม่รวมวัตถุดิบนำเข้า) การล็อกดาวน์ จึงส่งผลกระทบต่อกิจกรรมการค้าและการผลิตหมวดนี้ไม่น้อย   อย่างไรก็ดี การสร้างความเชื่อมั่นต่อความปลอดภัยของสินค้าและกระบวนการผลิตโดยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน คงจะช่วยบรรเทาผลกระทบได้ นอกจากนี้ ผลกระทบดังกล่าวยังนับว่าอยู่ในขอบเขตที่ค่อนข้างจำกัด จากการที่ผู้บริโภคและผู้ใช้วัตถุดิบยังมีทางเลือกในการซื้อและจัดหาสินค้าจากแหล่งอื่น อีกทั้งมีประเภทอาหารที่หลากหลายและเพียงพอ...