
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นำโดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ นโยบาย Local Growth Engine นำกลไกส่งเสริม “ศูนย์ชุมชนเกษตรรักษ์โลก” ในพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ ทุเรียนต้นแม่น้ำมูลโคราช เพิ่มคุณภาพกระบวนการผลิต ด้วยวิจัยและนวัตกรรม พร้อมมอบป้าย”ศูนย์ชุมชนเกษตรรักษ์โลก” ให้แก่กลุ่มเกษตรกร 9 แห่ง ในจังหวัดนครราชสีมา ร่วมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.ดุสิต อธินุวัฒน์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หัวหน้าโครงการวิจัย ดร.กฤติเดช อนันต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ และคณะ พร้อมกันนี้ นายจารพัฒน์ ไตรพัฒนจันทร์ เกษตรอำเภอหนองบุญมาก นายอภินันท์ ใจรื่น ปลัดอำเภออาวุโสอำเภอหนองบุญมาก นางมนัสนันท์ ไชยนุรัตนรัตน์ ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินนครราชสีมา นายอุทัย หนูวุ่น หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต สำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยเกษตรกรในพื้นที่ ร่วมให้การต้อนรับและแลกเปลี่ยนข้อมูลการดำเนินงานเพื่อการผลิตทุเรียนคุณภาพส่งออก ณ ศาลาบ้านด่านตลอด ตำบลหนองไม้ไผ่ อำเภอหนองบุญมาก จังหวัดนครราชสีมา

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ให้ความสำคัญกับการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่จริง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคการเกษตร โดยเฉพาะการพัฒนาพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพอย่างทุเรียน ซึ่งจังหวัดนครราชสีมากำลังขยายพื้นที่การผลิตอย่างต่อเนื่อง การจัดตั้งศูนย์ชุมชนเกษตรรักษ์โลกทุเรียนแปลงใหญ่จึงเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสู่เกษตรกร ให้สามารถผลิตทุเรียนคุณภาพได้ตามมาตรฐาน สร้างมูลค่าเพิ่ม และเพิ่มโอกาสในการส่งออก ตลอดจนสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่ชุมชน
รองศาสตราจารย์ ดร.ดุสิต อธินุวัฒน์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หัวหน้าโครงการวิจัย และคณะ เป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการพัฒนาศูนย์ชุมชนเกษตรรักษ์โลกทุเรียนแปลงใหญ่ โดยนำเสนอแนวทางการบริหารจัดการแปลงทุเรียนด้วยองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน ยกระดับคุณภาพผลผลิตให้ได้มาตรฐานสำหรับตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการพัฒนาระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถสร้างความยั่งยืนให้แก่เกษตรกรในระยะยาว

นายจารพัฒน์ ไตรพัฒนจันทร์ เกษตรอำเภอหนองบุญมาก กล่าวว่า การจัดตั้ง “ศูนย์ชุมชนเกษตรรักษ์โลก” ถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรในพื้นที่ ช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ส่งเสริมการรวมกลุ่มและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พัฒนาการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยกระดับคุณภาพผลผลิตและสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนเกษตรกรรม
นายอภินันท์ ใจรื่น ปลัดอำเภออาวุโสอำเภอหนองบุญมาก กล่าวว่า อำเภอหนองบุญมากให้ความสำคัญกับการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคประชาชน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการเกษตรบนพื้นฐานขององค์ความรู้และนวัตกรรม การจัดตั้ง “ศูนย์ชุมชนเกษตรรักษ์โลก” ในครั้งนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพของเกษตรกร เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตทุเรียนของพื้นที่ และเป็นต้นแบบการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็ง ควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ วช. ได้มอบป้ายศูนย์ชุมชนเกษตรรักษ์โลกแก่ชุมชนต้นแบบ จำนวน 9 แห่ง ได้แก่
- ศูนย์ชุมชนเกษตรรักษ์โลก กลุ่มทุเรียนแปลงใหญ่ บ้านหนองไม้ไผ่
- ศูนย์ชุมชนเกษตรรักษ์โลก กลุ่มทุเรียนแปลงใหญ่ บ้านสะมะค้า
- ศูนย์ชุมชนเกษตรรักษ์โลก กลุ่มทุเรียนแปลงใหญ่ บ้านหนองตะลุงปุก
- ศูนย์ชุมชนเกษตรรักษ์โลก กลุ่มทุเรียนแปลงใหญ่ บ้านด่านตลอด
- ศูนย์ชุมชนเกษตรรักษ์โลก กลุ่มทุเรียนแปลงใหญ่ บ้านด่านก่อโจน
- ศูนย์ชุมชนเกษตรรักษ์โลก กลุ่มทุเรียนแปลงใหญ่ บ้านเจริญสุข
- ศูนย์ชุมชนเกษตรรักษ์โลก กลุ่มทุเรียนแปลงใหญ่ บ้านหัวอ่างพัฒนา
- ศูนย์ชุมชนเกษตรรักษ์โลก กลุ่มทุเรียนแปลงใหญ่ บ้านสุขสวัสดิ์
- ศูนย์ชุมชนเกษตรรักษ์โลก กลุ่มทุเรียนแปลงใหญ่ บ้านหนองไม้ไผ่แสงสุข
ในโอกาสเดียวกัน ได้มีการนำนวัตกรรมชีวภัณฑ์มอบให้แก่เกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา พร้อมกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการใช้งานเพื่อสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีชีวภาพในการป้องกันและควบคุมโรคและแมลงศัตรูพืช ลดการใช้สารเคมี ยกระดับการผลิตทุเรียนคุณภาพที่ปลอดภัย ได้มาตรฐาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

วช. เดินหน้าสนับสนุนการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และเครือข่ายเกษตรกร เพื่อผลักดันการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรมในการพัฒนาภาคการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมขยายผลต้นแบบศูนย์ชุมชนเกษตรรักษ์โลกไปยังพื้นที่อื่นของประเทศ อันจะนำไปสู่การยกระดับเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทย และสร้างการเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืนตามแนวทางการพัฒนาประเทศ






























