
กลุ่มอลิอันซ์เผยแพร่รายงาน “Global Insurance Report” ฉบับล่าสุด วิเคราะห์พัฒนาการและแนวโน้มของอุตสาหกรรมประกันภัยทั่วโลก โดยระบุว่า แม้การเติบโตของตลาดประกันภัยโลกจะเริ่มชะลอกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หลังจากขยายตัวโดดเด่นในช่วงที่ผ่านมา แต่อุตสาหกรรมประกันภัยยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างแข็งแกร่งในระยะยาว ท่ามกลางบริบทโลกที่มีความซับซ้อนและแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น
ตลาดประกันภัยโลกชะลอสู่ระดับปกติ แต่ยังเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง
รายงานระบุว่า อุตสาหกรรมประกันภัยโลกในปี 2568 มีมูลค่าเบี้ยประกันภัยรวมประมาณ 6.99 ล้านล้านยูโร(265.27 ล้านล้านบาท) เติบโต +7.1% หรือเพิ่มขึ้นราว 456 พันล้านยูโร(17.31 ล้านล้านบาท) แม้จะชะลอลงจากการเติบโต +9.4% ในปี 2567 แต่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยการเติบโตสะสมต่อปี (CAGR) ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ที่ระดับ +5.6% สะท้อนว่าปัจจัยขับเคลื่อนหลักของอุตสาหกรรมยังคงแข็งแกร่ง โดยประกันชีวิตยังคงเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ด้วยมูลค่า 2.861 ล้านล้านยูโร (108.59 ล้านล้านบาท) ตามมาด้วยประกันวินาศภัย (P&C) ที่ 2.320 ล้านล้านยูโร และประกันสุขภาพที่ 1.688 ล้านล้านยูโร (64.06 ล้านล้านบาท)
ตลาดประกันวินาศภัยทั่วโลกเริ่มเข้าสู่ช่วงปกติ หลังจากช่วงการปรับขึ้นราคาเบี้ยประกันภัย โดยในปี 2568 เติบโต +3.8% ลดลงจาก +8.5% ในปีก่อนหน้า ขณะที่ราคาค่าสินไหมเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น อเมริกาเหนือยังคงเป็นตลาดหลัก คิดเป็น 52% ของเบี้ยประกันวินาศภัยทั่วโลก แม้อัตราการเติบโตจะชะลอลงอย่างชัดเจนจาก +9.7% เหลือ +2.2% ขณะที่ยุโรปตะวันตกยังเติบโตได้ค่อนข้างแข็งแกร่งที่ +5.3% ส่วนเอเชียเติบโต +4.0%
ด้านตลาดประกันชีวิตทั่วโลกยังคงขยายตัวได้ดีที่ +6.9% แม้จะลดลงจาก +11.3% ในปี 2567 โดยแรงหนุนจากตลาดอเมริกาเหนือเริ่มชะลอลงหลังความนิยมในผลิตภัณฑ์เงินบำนาญลดลง ขณะที่เอเชียกลับมาเป็น “Growth Engine” สำคัญของโลกอีกครั้ง โดยเบี้ยประกันชีวิตในเอเชียเติบโต +9.9% และจีนเติบโตสูงถึง +11.4% จากปัจจัยด้านสังคมผู้สูงอายุ อัตราการออมที่สูง และระบบบำนาญภาครัฐที่ยังครอบคลุมไม่เพียงพอ
ประกันสุขภาพถือเป็นกลุ่มธุรกิจที่โดดเด่นที่สุดในเชิงโครงสร้าง โดยเบี้ยประกันสุขภาพทั่วโลกเติบโตถึง +12.3% สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2557 จากแรงกดดันด้านค่ารักษาพยาบาล สังคมผู้สูงอายุ และข้อจำกัดของระบบสาธารณสุขภาครัฐ โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่คิดเป็นกว่า 70% ของเบี้ยประกันสุขภาพทั่วโลก แม้ความต้องการหลังโควิดจะเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ แต่เอเชียยังคงมีศักยภาพการเติบโตสูง เนื่องจากอัตราการเข้าถึงประกันสุขภาพในหลายประเทศยังต่ำกว่า 1%
รายงานยังชี้ว่า ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางอุตสาหกรรมประกันภัยโลก เนื่องจากสภาพแวดล้อมด้านความเสี่ยงมีความซับซ้อนมากขึ้น ส่งผลต่อโมเดลธุรกิจข้ามพรมแดนและลดประสิทธิภาพของการกระจายความเสี่ยงแบบเดิม ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสใหม่ให้ธุรกิจประกันภัย ผ่านความต้องการด้านการคุ้มครอง ความยืดหยุ่นของระบบเศรษฐกิจ และผลิตภัณฑ์เฉพาะทาง เช่น ประกันความเสี่ยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และความเสี่ยงทางการเมือง
ประเทศไทย ประกันสุขภาพโตเด่น หนุนตลาดโดยรวม
สำหรับประเทศไทย ตลาดประกันภัยในปี 2568 เติบโต +3.1% มีรายได้เบี้ยประกันภัยรวม 26.2 พันล้านยูโร(9.94 แสนล้านบาท) โดยประกันวินาศภัยเติบโตเพียง +0.5% และประกันชีวิตเติบโต +1.9% ขณะที่ประกันสุขภาพโดดเด่นที่สุด เติบโต +13.1% สะท้อนความต้องการความคุ้มครองสุขภาพเพิ่มเติมของภาคเอกชน ท่ามกลางสังคมสูงวัยและแรงกดดันต่อระบบสาธารณสุขภาครัฐ
ประกันภัยยังเป็นธุรกิจแห่งอนาคตในระยะยาว
รายงานของกลุ่มอลิอันซ์ คาดการณ์ว่า ตลาดประกันภัยโลกจะเติบโตเฉลี่ย +5.3% ต่อปีในช่วง 10 ปีข้างหน้า สูงกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกโดยรวม ขณะที่ประเทศไทยคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย +4.8% ต่อปี สูงกว่าการเติบโตของ GDP ที่ +4.1% โดยมีแรงสนับสนุนจากสังคมผู้สูงอายุ ความต้องการด้านสุขภาพ และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ตลาดประกันวินาศภัยทั่วโลกคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย +4.7% ต่อปี ในขณะที่ ประเทศไทยคาดว่าจะเติบโต +4.5% จากความต้องการด้านการคุ้มครองที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ส่วนประกันชีวิตทั่วโลกคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย +4.9% ต่อปี ในขณะที่ ประเทศไทยคาดว่าจะเติบโต +3.6% โดยเอเชียยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ขณะที่ประกันสุขภาพจะยังเป็นกลุ่มที่เติบโตสูงที่สุดที่ +6.7% ต่อปีทั่วโลก และ +8.6% สำหรับประเทศไทย
ในเชิงมูลค่า ตลาดประกันภัยโลกจะเพิ่มขึ้นอีกกว่า 5.26 ล้านล้านยูโร(199.62 ล้านล้านบาท) ในช่วง 10 ปีข้างหน้า โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งของเบี้ยประกันภัยใหม่จะมาจากเอเชีย ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของศูนย์กลางตลาดประกันภัยโลก ที่กำลังเคลื่อนตัวสู่ฝั่งตะวันออกอย่างต่อเนื่อง
ลูโดวิค เซอร์บราน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเศรษฐศาสตร์และการลงทุนของกลุ่มอลิอันซ์ กล่าวว่า “การแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังเปลี่ยนสมมติฐานพื้นฐานที่เคยกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกมานานหลายทศวรรษ เมื่อการค้า เงินทุน และกฎระเบียบมีแนวโน้มแยกตัวออกจากกันมากขึ้น การปรับตัวได้รวดเร็วเพื่อรับมือความเสี่ยง กำลังเข้ามาแทนที่ความมีประสิทธิภาพสูงสุด ในฐานะหลักการสำคัญของเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจสูงขึ้นและซับซ้อนมากขึ้น พร้อมผลักดันให้เรื่องความสามารถในการเข้าถึงประกันได้ กลายเป็นประเด็นสำคัญยิ่งกว่าเดิม เพราะท้ายที่สุดแล้ว ธุรกิจประกันภัยไม่ได้มีบทบาทเพียงการบริหารความเสี่ยง แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการลงทุน นวัตกรรม และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ”





























