
สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) จัดงานแถลงแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2569 – 2573) เพื่อสรุปภาพรวมการขับเคลื่อนทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมประกันภัยไทยในระยะต่อไป
โดยการจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การพัฒนาอุตสาหกรรมประกันภัยเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และเกิดการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยสำนักงาน คปภ. ได้ถ่ายทอดทิศทางการดำเนินงานเชิงยุทธศาสตร์ตาม แผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2569 – 2573) ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นกรอบในการพัฒนาอุตสาหกรรมประกันภัยไทยอย่างต่อเนื่องจากแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2564 – 2568) ที่สิ้นสุดลงเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ทั้งนี้ แผนฉบับที่ 5 มุ่งยกระดับระบบประกันภัยไทยให้มีความมั่นคง ยืดหยุ่น ทันสมัย และสามารถทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการบริหารความเสี่ยงของประเทศ ท่ามกลางบริบทความเสี่ยงใหม่และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างด้านเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อฉายภาพให้เห็นถึงทิศทางและบทบาทของระบบประกันภัยในการรองรับความเสี่ยงของประเทศอย่างชัดเจน
นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนพัฒนาการประกันภัย ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “บทบาทของระบบประกันภัยในการบริหารความเสี่ยงภัยของประเทศ” โดยมีใจความสำคัญว่า แผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2569 – 2573) จัดทำขึ้นภายใต้บริบทที่ประเทศและโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายในหลายมิติ ทั้งความผันผวนทางเศรษฐกิจ ความเสี่ยงใหม่ ภัยพิบัติที่ทวีความรุนแรง ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร โดยเฉพาะการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งจำเป็นต้องยกระดับบทบาทของระบบประกันภัยให้เป็นกลไกสำคัญในการซึมซับแรงกระแทกจากความเสี่ยง และเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ซึ่งแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 ได้ยกระดับจากแผนเชิงตั้งรับไปสู่ แผนเชิงรุก โดยมีหัวใจสำคัญคือ ยุทธศาสตร์หลัก 4 ด้าน ครอบคลุมการสร้างระบบประกันภัยที่มีความมั่นคงและยืดหยุ่น การรองรับภัยขนาดใหญ่และความเสี่ยงใหม่ การส่งเสริมการเข้าถึงการประกันภัยอย่างทั่วถึง และการพัฒนาระบบนิเวศข้อมูลและเทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบ พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของแผนพัฒนาการประกันภัยฉบับนี้ว่า ไม่เพียงแต่เป็นการพัฒนาอุตสาหกรรม แต่เป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่สร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่เกิดวิกฤตการณ์ ประกันภัยจะทำหน้าที่ในการลดแรงกระแทก ทำให้เศรษฐกิจพลิกฟื้นเพื่อเติบโตต่อไปอย่างยั่งยืน และเวทีในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือในการขับเคลื่อนแผนฯ ให้ไม่เป็นเพียงหนังสือเล่มสวยที่วางอยู่บนหิ้ง แต่เป็นแผนที่นำไปสู่การปฏิบัติจริง โดยสำนักงาน คปภ. และภาคธุรกิจประกันภัยจะทำหน้าที่เป็นหุ้นส่วนในการบริหารความเสี่ยงของภาครัฐเพื่อยกระดับระบบประกันภัยไทยให้สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการบริหารความเสี่ยงภัยของประเทศ และเป็นพลังสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป
นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. กล่าวเพิ่มเติมว่า หากมองย้อนกลับไปในแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 4 ประเทศไทยได้ร่วมกันวางรากฐานสำคัญด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) อย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ตาม บริบทของโลกในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้แผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 มิได้เป็นเพียงแผนต่อเนื่อง แต่เป็น “วิวัฒนาการเชิงโครงสร้าง” ของระบบประกันภัยไทย ที่ยกระดับจากการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี ไปสู่การบริหารความเสี่ยงเชิงโครงสร้างในระดับประเทศอย่างแท้จริง ซึ่งหากแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 4 มุ่งเน้นการสร้างบริษัทประกันภัยที่ทันสมัย แผนฉบับที่ 5 จะมุ่งสร้าง “ระบบนิเวศข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน” (Data Ecosystem) อย่างเป็นรูปธรรม และจากเดิมที่การกำกับดูแลเน้นรายบริษัท แผนฉบับที่ 5 ได้ยกระดับไปสู่การกำกับดูแลแบบมองภาพรวมกลุ่มธุรกิจ (Group-wide Supervision) เพื่อปิดช่องว่างความเสี่ยงเชิงระบบอย่างครบวงจร ที่สำคัญที่สุดแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 ได้ปรับบทบาทของระบบประกันภัยไทยจากการเป็น “ทางเลือก” ให้กลายเป็น “National Risk Buffer” หรือกลไกสำคัญในการรองรับแรงกระแทกของประเทศ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงขนาดใหญ่ในระยะยาวอย่างยั่งยืน

สำนักงาน คปภ. ได้บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดจากทุกสายงาน เพื่อให้การขับเคลื่อนแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 เป็นไปอย่างเป็นรูปธรรม โดยจัดตั้งทีมบุคลากรศักยภาพสูงจากทุกภาคส่วน ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญภายนอก เพื่อศึกษา วิเคราะห์ และพัฒนามาตรการเชิงนโยบายอย่างรอบด้าน ก่อนนำเสนอต่อคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนพัฒนาการประกันภัยอย่างเป็นระบบ เพื่อให้แผนฉบับนี้มีความครบถ้วน ครอบคลุม และสามารถตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงในทุกมิติได้อย่างแท้จริง ทั้งนี้ การขับเคลื่อนแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 ดำเนินการภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ยุทธศาสตร์ Stability มุ่งสร้างความมั่นคงของระบบประกันภัย ผ่านมาตรฐานเงินกองทุนที่เข้มแข็ง การกำกับดูแลแบบรวมกลุ่มธุรกิจ และการบูรณาการหลัก ESG เป็นแกนกลาง เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากลและลดต้นทุนความเสี่ยงของภาคธุรกิจยุทธศาสตร์ Resilience ยกระดับการบริหารความเสี่ยงจากการตั้งรับภัยพิบัติ ไปสู่การใช้แบบจำลองความเสี่ยงขั้นสูง (Advanced Risk Modelling) เพื่อคาดการณ์ ป้องกัน และรองรับความเสียหายจากภัยขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพยุทธศาสตร์ Inclusion มุ่งผลักดันให้การประกันภัยเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นแรงงานอิสระ เกษตรกร หรือกลุ่มเปราะบางยุทธศาสตร์ Technology & Data-Driven ขับเคลื่อนนโยบาย Open Insurance ส่งเสริมการใช้ e-Policy และเทคโนโลยีดิจิทัลในการกำกับดูแล เพื่อยกระดับความโปร่งใสและประสิทธิภาพของระบบประกันภัยไทยในระยะยาว
“หากมองไปข้างหน้าในระยะ 5 ปี เมื่อแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 บรรลุผล ประเทศไทยจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของระบบประกันภัยอย่างเป็นรูปธรรม โดยระบบประกันภัยไทยจะทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงที่ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงได้ และอุตสาหกรรมประกันภัยจะก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางข้อมูล (Data-Driven Hub) ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ ภายใต้ธรรมาภิบาลข้อมูลที่โปร่งใสและมีความรับผิดชอบ พร้อมยกระดับบทบาทสู่การเป็นผู้นำด้านความยั่งยืน (ESG) ในระดับภูมิภาค ทั้งนี้ แผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 ไม่ใช่แผนของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นแผนที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันขับเคลื่อน โดยสำนักงาน คปภ. พร้อมทำงานเชิงรุก เดินร่วมกับทุกภาคส่วน และติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แผนฉบับนี้สร้างความมั่นคง ความเชื่อมั่น และคุณค่าให้กับประชาชนและประเทศอย่างยั่งยืน”




























