สมาคมประกันชีวิตไทย มั่นใจครึ่งปีหลังโตตามเป้า

161

นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนมกราคม –มิถุนายน 2569 ธุรกิจประกันชีวิตมีเบี้ยประกันภัยรับรวม 341,522.85ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.57 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ประกอบด้วยเบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ 93,739.94 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตลดลงร้อยละ 1.22 และเบี้ยประกันภัยรับปีต่อไป 247,782.91 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.94 โดยมีอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์อยู่ที่ร้อยละ 84 สำหรับเบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ แบ่งเป็น เบี้ยประกันภัยรับปีแรก 68,011.56 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.10 และเบี้ยประกันภัยจ่ายครั้งเดียว 25,728.38 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตลดลงร้อยละ 19.54 โดยช่องทางตัวแทนประกันชีวิต ยังคงเป็นช่องทางหลักของธุรกิจ  ตัวแทนประกันชีวิต เบี้ยประกันภัยรับรวม 164,701.17 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.75 ช่องทางธนาคาร มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 140,093.34 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น ร้อยละ 9.47 ช่องนายหน้าประกันชีวิต (Broker) เบี้ยประกันภัยรับรวม 20,342.48 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.14 ช่องทางโทรศัพท์  เบี้ยประกันภัยรับรวม 6,798.83 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.43 ดิจิทัล (Digital) เบี้ยประกันภัยรับรวม 1,331.80 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 77.53 และช่องทางอื่น ๆ (Others) เบี้ยประกันภัยรับรวม 8,252.63 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตลดลงร้อยละ 8.30

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน โดยประชาชนไม่ได้เลือกซื้อประกันชีวิตเพียงเพื่อความคุ้มครองเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน แต่เริ่มให้ความสำคัญกับการวางแผนการเงินและการบริหารความเสี่ยงในระยะยาวมากขึ้น สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีการเติบโตโดดเด่น ได้แก่ สัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพ ซึ่งมีเบี้ยประกันภัยรับ 63,643.08  ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.96 สอดคล้องกับกระแสการดูแลสุขภาพของประชาชน ประกอบกับค่ารักษาพยาบาลที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ทำให้หลายครอบครัวให้ความสำคัญกับการวางแผนรองรับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพล่วงหน้า ขณะเดียวกัน ประกันชีวิตแบบบำนาญ มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 6,720.12 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.67 จากการเตรียมความพร้อมด้านรายได้หลังเกษียณของประชาชนในสังคมสูงวัย ส่วน ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit-Linked) มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 27,477.26 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 41.55 สะท้อนความต้องการของผู้บริโภคที่มองหาโอกาสเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนควบคู่กับความคุ้มครองชีวิต ภายใต้ระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงินของแต่ละบุคคล

ปัจจัยหนุนธุรกิจครึ่งปีหลัง

ทั้งนี้ สมาคมประกันชีวิตไทยประเมินว่า ธุรกิจประกันชีวิตยังได้รับแรงสนับสนุนจากปัจจัยเชิงโครงสร้างหลายด้าน ได้แก่ การเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ความตื่นตัวด้านสุขภาพของประชาชน การเพิ่มขึ้นของค่ารักษาพยาบาล การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์ของผู้เอาประกันภัย ตลอดจนมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐและสำนักงาน คปภ. ที่เอื้อต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการเข้าถึงการประกันชีวิตของประชาชน ความท้าทายและปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม

อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจยังต้องติดตามและบริหารจัดการปัจจัยเสี่ยงอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง กำลังซื้อที่เปราะบาง ภาระหนี้ครัวเรือน ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ตลอดจนปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นและการตัดสินใจทำประกันชีวิตของประชาชน ขณะเดียวกัน ทิศทางอัตราดอกเบี้ย การปฏิบัติตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน TFRS 17 และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ล้วนเป็นประเด็นท้าทายสำคัญที่ภาคธุรกิจและพันธมิตรต้องปรับตัวเชิงรุก นำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงาน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันและรักษาเสถียรภาพของระบบประกันชีวิตไทยในระยะยาว