ขสช. ร้อง กมธ.พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ขอให้ตรวจสอบการถูกแทรกแซงของกองทุน สสส. 

145

ขสช. ร้อง กมธ.พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา  ขอให้ตรวจสอบการถูกแทรกแซงของกองทุน สสส.  ส่งผลให้งานของภาคีต้องสะดุด หวั่นเป็นอุปสรรคในการมีส่วนร่วมของประชาชนในมิติสุขภาพ ยันภาคประชาสังคมยังเป็นกลไกสำคัญในการช่วยภาครัฐรับมือกับวิกฤติ      

วันนี้ 14 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา  นายธนากร คมกฤส ผู้ประสานงานขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน (ขสช.) และตัวแทนภาคีเครือข่ายองค์กรสมาชิก  ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร  ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ขอให้ตรวจสอบการถูกแทรกแซงการปฏิบัติงานของกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

นายธนากร  กล่าวว่า เครือข่ายภาคประชาชนและองค์กรที่ทำงานด้านสุขภาวะ  ซึ่งรวมตัวกันมากกว่า 150 องค์กร  ในนามขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน (ขสช.) โดยส่วนใหญ่เป็นองค์กรที่ขอรับทุนสนับสนุนการดำเนินงานจากกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมีบางส่วนที่ไม่ได้รับทุนสนับสนุนโดยตรง   มีภารกิจร่วมกันในงานสร้างเสริมสุขภาพประชาชน ตามหลักการ “สร้างนำซ่อม” กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง จากกรณีที่มีความพยายามเข้ามาแทรกแซงการดำเนินงานของกองทุนฯของหลายฝ่าย  ส่งผลให้ภาคีเครือข่ายคนทำงาน ไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุนตามงวดงานที่กำหนดในโครงการ  และมีแนวโน้มว่าโครงการต่างๆที่เตรียมจะนำเสนอต่อกองทุนฯ  จะไม่ถูกพิจารณา หรือถูกลดทอนลงไปอีกมาก 

ในวันนี้เราจึงขอแสดงจุดยืนและมีข้อเรียกร้องต่อคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ดังนี้ ข้อ 1. เครือข่ายขอยืนยันในเจตนารมณ์การทำงานสร้างเสริมสุขภาพและสร้างความเข้มแข็งของภาคประชาชน  ให้เป็นพลเมืองที่ตื่นรู้และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศร่วมกับภาครัฐ  ภายใต้หลักการสร้างนำซ่อม ดูแลรักษาสุขภาพให้ดีก่อนป่วยก่อนการรักษา และร่วมกันปฏิรูประบบสุขภาพ  บทบาทของภาคีเครือข่ายที่รับทุนสนับสนุนการทำงานจากกองทุนฯ จึงเป็นคนละด้านกันกับงานรักษาซึ่งเป็นภารกิจของการสาธารณสุข  แต่เป็นงานที่เสริมหนุนกัน  เพราะหากประชาชนดูแลสุขภาพดี  มีนโยบายและสภาพแวดล้อมดี  ก็จะลดการเป็นผู้ป่วย ลดภาระงานด้านการรักษา  การลดทอนหรือทำลายหลักการ “สร้างนำซ่อม” จึงไม่ควรจะเกิดขึ้น และเครือข่ายพร้อมที่จะต่อสู้เพื่อยืนหยัดในเจตนารมณ์นี้อย่างเต็มที่

“ข้อ 2. จากการสื่อสารของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขคนปัจจุบัน (นายพัฒนา  พร้อมพัฒน์) เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2569 ที่โรงแรมเซนทาราไลฟ์  ในงานเปิดการประชุมวิชาการโรงพยาบาลชุมชน ประจำปี 2569  ซึ่งระบุชัดเจนว่าต้องการนำเงินจากกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ไปให้กับโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล  และยังกล่าวอีกว่าเดือนที่ผ่านมา ตนได้เชิญผู้จัดการ สสส.และผู้บริหารของ สสส.เพื่อสั่งการ….จากข้อมูลดังกล่าวเครือข่ายมีความกังวลว่าบทบาทของฝ่ายการเมือง กระทรวงสาธารณสุข ได้เข้ามาก้าวล่วงการทำงานของ สสส. ซึ่งเป็นองค์การมหาชนหรือไม่  จึงขอให้คณะกรรมาธิการช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว 

นายธนากรกล่าวอีกว่า ข้อ 3.จากการติดตามการดำเนินงานของ สสส. ในปัจจุบันพบว่า  การประชุมคณะกรรมการกองทุนฯ เพื่อพิจารณาอนุมัติแผนงบประมาณประจำปี 2570 ล่าช้าไปมาก  ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานในภาพรวม  กระทบต่อภารกิจขององค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานสร้างเสริมสุขภาพร่วมกับ สสส. ภาคีผู้รับทุนเกิดความติดขัดในการทำงาน  ซึ่งความล่าช้าดังกล่าวอาจมีความเกี่ยวข้องกับนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ตามที่ระบุในข้อ 2 ด้วยหรือไม่  เครือข่ายจึงขอให้คณะกรรมาธิการฯ ได้ช่วยตรวจสอบในข้อนี้ด้วย เพราะจะเป็นการเสียโอกาสการทำงานสร้างเสริมสุขภาพ ตามหลักการในการมีส่วนร่วมของประชาชนรวมไปถึงเป้าหมายในการสร้างสุขภาวะทุกมิติของประเทศ และ ข้อ 4. การตั้งคณะทำงานจัดทำข้อเสนอนโยบายด้านสาธารณสุข ลงวันที่ 10 สิงหาคม ซึ่งประกอบไปด้วยบุคคลจำนวนหนึ่งที่พบว่ามีอคติต่อการดำเนินงานของ สสส.และภาคีเครือข่าย  อาจทำให้เกิดข้อเสนอเชิงนโยบายที่ไม่เป็นผลดี และอาจทำลายเจตนารมณ์สำคัญของกองทุน  จึงขอให้คณะกรรมาธิการฯ ช่วยตรวจสอบคณะทำงานชุดนี้ด้วย” นายธนากร กล่าว 

ด้านนางสาวปรกชล  อู๋ทรัพย์  ผู้ประสานงาน เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN)  กล่าวว่าความปลอดภัยทางอาหารและสุขภาวะของคนไทยไม่ได้เกิดขึ้นจากการทำงานของหน่วยงานรัฐเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยระบบเฝ้าระวังที่เข้มแข็ง ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ตรวจสอบได้ และภาคประชาชนที่สามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้เพื่อปกป้องประโยชน์สาธารณะ  ในประเด็นสารเคมีกำจัดศัตรูพืช Thai-PAN ทำหน้าที่เฝ้าระวัง ตรวจสอบ และสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับสารตกค้างในอาหารและความเสี่ยงจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชต่อสังคม ข้อมูลจากภาคประชาชนช่วยทำให้ความเสี่ยงที่อาจไม่ปรากฏในระบบเฝ้าระวังตามปกติถูกนำขึ้นมาเป็นประเด็นสาธารณะ และเปิดพื้นที่ให้เกิดการตรวจสอบและการตัดสินใจเชิงนโยบายบนฐานของหลักฐาน  การทำงานเช่นนี้ต้องอาศัยองค์ความรู้ ความสามารถทางวิชาการ และทรัพยากรที่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยทางอาหาร ซึ่งประชาชนไม่ควรถูกทิ้งให้อยู่เพียงลำพังในการเข้าถึงและตรวจสอบข้อมูลที่มีความซับซ้อนทางวิทยาศาสตร์

สสส. จึงมีความสำคัญในฐานะกลไกที่ช่วยเสริมพลังให้ภาคประชาชนและภาควิชาการสามารถทำงานเพื่อสุขภาวะของสังคมได้อย่างต่อเนื่องและเป็นอิสระจากผลประโยชน์เฉพาะด้านการสนับสนุนงานสร้างเสริมสุขภาพไม่ได้หมายถึงการทำงานแทนรัฐบาล แต่เป็นการเพิ่มขีดความสามารถของสังคมในการป้องกันปัญหาสุขภาพตั้งแต่ต้นทาง สร้างความรู้ สร้างการมีส่วนร่วม และทำให้ประชาชนสามารถเข้ามามีบทบาทในการดูแลสุขภาวะของตนเองและสังคมได้ จากประสบการณ์ของ Thai-PAN เราเห็นว่าการมีพื้นที่และกลไกสนับสนุนการทำงานของภาคประชาสังคมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างหลักฐานและการสื่อสารความเสี่ยงด้านอาหารและสารเคมีเกษตร หากกลไกเหล่านี้อ่อนแอลง สิ่งที่สูญเสียไม่ได้มีเพียงโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่คือศักยภาพของสังคมในการเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และผลักดันการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพจากภาคประชาชน

“สสส. จึงไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะผู้ให้ทุน แต่ควรถูกมองว่าเป็นกลไกสาธารณะที่ช่วยสร้าง “พลังของสังคม” ในการดูแลสุขภาวะของประชาชน  เราเห็นว่าประเทศไทยควรรักษาและพัฒนากลไกดังกล่าวให้สามารถทำงานต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตอบสนองต่อปัญหาสุขภาวะที่ซับซ้อนของสังคมไทย  เพราะการสร้างสังคมสุขภาวะ ไม่ใช่ภารกิจของรัฐเพียงฝ่ายเดียว และประเทศไทยไม่ควรสูญเสียกลไกที่ทำให้ประชาชนสามารถลุกขึ้นมามีส่วนร่วมในการปกป้องสุขภาพของตัวเองและสังคม” นางสาวปรกชล กล่าว