
วันที่ 4 ตุลาคม 2569 ณ เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมปาฐกถาพิเศษในพิธีเปิดการประชุม Science and Technology in Society Forum 2026 – The 23rd Annual Meeting (STS forum 2026) พร้อมนำเสนอแนวคิด Natural Capital Financing หรือการพัฒนากลไกทางการเงินเพื่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และเพิ่มคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ โดยมุ่งยกระดับ “ทุนธรรมชาติ” ให้เป็นส่วนหนึ่งของกลไกการลงทุนและการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กล่าวว่า การรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคตจำเป็นต้องมองไปไกลกว่าเพียง Carbon Credit และเป้าหมาย Net Zero โดยควรให้ความสำคัญกับ ความหลากหลายทางชีวภาพ ป่าไม้ ทรัพยากรน้ำ และระบบนิเวศ ในฐานะ “Natural Capital” ที่มีคุณค่าทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต พร้อมเสนอให้ประเทศไทยซึ่งมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง เป็นพื้นที่ต้นแบบในการพัฒนาแนวทางดังกล่าว เพื่อแสดงให้เห็นว่า การอนุรักษ์ธรรมชาติสามารถเดินควบคู่กับการลงทุน การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาที่ยั่งยืนได้
แนวคิดดังกล่าว แสดงให้เห็นบทบาทของประเทศไทยในการนำวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมมาเชื่อมโยงกับโจทย์การพัฒนารูปแบบใหม่ โดยเฉพาะการสร้างกลไกที่ทำให้คุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศได้รับการยอมรับในระบบเศรษฐกิจและการลงทุน อันจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้ภาครัฐ ภาคเอกชน นักลงทุน และชุมชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

ในพิธีเปิด Prof. Hiroshi Komiyama, Chairman of STS forum กล่าวถึงโลกที่กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญ จากความท้าทายด้านพลังงาน อาหาร น้ำ สุขภาพ ความเหลื่อมล้ำ สังคมสูงวัย และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน จึงจำเป็นต้องอาศัยแนวคิด Holistic Design ที่บูรณาการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สถาบัน ตลาด และคุณค่าของมนุษย์เข้าด้วยกัน ขณะเดียวกัน AI มีศักยภาพในการเชื่อมโยงองค์ความรู้และสนับสนุนการตัดสินใจ แต่จำเป็นต้องมีระบบกำกับดูแลที่เหมาะสมและยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการร่วมออกแบบอนาคต
ด้าน H.E. Ms. Sanae Takaichi นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้ส่งสารเนื่องในพิธีเปิด โดยกล่าวถึงความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของ AI และการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังส่งผลต่อทิศทางการวิจัยและพัฒนา ตลอดจนห่วงโซ่อุปทานด้านเทคโนโลยีของโลก ขณะที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความสำคัญเพิ่มขึ้นต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จึงจำเป็นต้องเสริมสร้างความร่วมมือและการประสานงานระหว่างประเทศ โดยญี่ปุ่นมุ่งใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในการแก้ไขปัญหาสังคมควบคู่กับการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพื่อนำไปสู่สังคมที่ยั่งยืน ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดี
ขณะที่ Mr. Michael Kratsios, Assistant to the President and Director, White House Office of Science and Technology Policy (OSTP), U.S.A. นำเสนอแนวทางสู่ “New Golden Age of Science” โดยให้ความสำคัญกับการปรับระบบสนับสนุนการวิจัยให้มีความยืดหยุ่น การเปิดโอกาสให้นักวิทยาศาสตร์และบุคลากรรุ่นใหม่เข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง และการใช้ AI เพื่อเร่งการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ โดยมองว่า AI ควรเป็นเครื่องมือเสริมศักยภาพของมนุษย์ พร้อมเสนอ “Kyoto Vision for a Golden Age” เพื่อส่งเสริมการพัฒนาระบบวิจัยและความร่วมมือในการใช้เทคโนโลยีใหม่ขับเคลื่อนนวัตกรรมและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์
Mr. Jun Sawada, Executive Chairman and Member of the Board, NTT, Inc. และ Vice Chairman, Keidanren (Japan Business Federation) กล่าวถึงบทบาทของภาคอุตสาหกรรมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะในยุค Generative AI ที่ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับคุณค่าและความหมายของความเป็นมนุษย์ควบคู่กับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี พร้อมเสนอแนวคิด “Multilayered Society of Values” ที่เปิดรับความหลากหลายของคุณค่าในสังคม และส่งเสริมการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างเหมาะสมเพื่ออนาคตที่ดีขึ้นของมนุษยชาติ
ด้าน Dr. Kristina Kallas, Minister of Education and Research, Estonia กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการสร้างองค์ความรู้ของโลกจากความก้าวหน้าของ AI และเทคโนโลยีใหม่ รวมถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของภาคเอกชนในการลงทุนด้านการวิจัย โดยเน้นว่าการวิจัยไม่ควรถูกกำหนดด้วยผลตอบแทนทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว เนื่องจากโจทย์สำคัญของมนุษยชาติ เช่น การดื้อยาปฏิชีวนะ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และโรคหายาก อาจไม่มีผลตอบแทนทางการเงินที่ชัดเจน จึงจำเป็นต้องรักษาสมดุลระหว่างบทบาทของรัฐบาล มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน ตลอดจนรักษาองค์ความรู้ให้เป็นประโยชน์สาธารณะ และเปิดโอกาสให้สังคมมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
Mr. Toshikazu Nambu, Vice Chairperson, KEIZAI DOYUKAI (Japan Association of Corporate Executives) และ Director, Vice Chairman, Sumitomo Corporation เน้นว่า การรับมือความท้าทายระดับโลกจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาควิชาการ ภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรม โดยภาคอุตสาหกรรมมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงงานวิจัยเข้ากับความต้องการของสังคม สนับสนุนการใช้ข้อมูล และนำองค์ความรู้ไปพัฒนาเป็นแนวทางแก้ไขที่สามารถนำไปใช้จริงในวงกว้าง เพื่อให้การค้นพบทางวิทยาศาสตร์สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อเศรษฐกิจและสังคม
การประชุม STS forum 2026 – The 23rd Annual Meeting จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4–6 ตุลาคม 2569 ณ Kyoto International Conference Center (ICC Kyoto) เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น เป็นเวทีระดับโลกที่รวบรวมผู้นำจากภาครัฐ ภาควิชาการ วงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาคอุตสาหกรรม และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อความท้าทายสำคัญของโลก ตลอดจนสร้างเครือข่ายและความร่วมมือในการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในฐานะหน่วยงานภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ Council Member ของ STS forum มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงประเทศไทยกับเครือข่ายผู้นำด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัย และนวัตกรรมระดับโลก ตลอดจนขยายความร่วมมือด้านการวิจัย การพัฒนากำลังคน และการสร้างเครือข่ายนักวิจัยนานาชาติ เพื่อผลักดันให้องค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม และสนับสนุนการยกระดับขีดความสามารถของประเทศ ควบคู่กับการสร้างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน






























