ทอป 5 แข่งเดือด! ผ่าเค้ก “ประกันภัย” ล้าน..ล้าน สมรภูมิใหม่ที่ต้องจับตา

122

เมื่อความเสี่ยงและภาระค่าครองชีพคือสิ่งที่ไม่อาจเลี่ยง ธุรกิจประกันภัยในประเทศไทยจึงเติบโตสู่หมุดหมายสำคัญด้วยมูลค่าเบี้ยประกันภัยรับรวมเฉียด “1 ล้านล้านบาทต่อปี” สะท้อนภาพทั้งพฤติกรรมการบริหารความเสี่ยงของคนเมือง กำลังซื้อที่กระจุกตัว และการขับเคี่ยวของกลุ่มทุนประกันยักษ์ใหญ่ที่ยึดหัวหาดตลาดนี้ไว้อย่างเหนียวแน่น

เม็ดเงิน 1 ล้านล้าน กระจุกตัวที่ไหน?

โครงสร้างเบี้ยประกันภัยของไทยแบ่งสัดส่วนออกเป็นสองฟากฝั่งอย่างชัดเจน โดย ตลาดประกันชีวิตครองเค้กใหญ่ถึง 68–70% (ราว 6.5 แสนล้านบาท) ขณะที่ ตลาดประกันวินาศภัยครองส่วนแบ่ง 30–32% (ราว 2.9–3.0 แสนล้านบาท)

ภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดคือ “การกระจุกตัวเชิงพื้นที่” โดยข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) บ่งชี้ว่า

  • กรุงเทพมหานคร กินรวบเม็ดเงินเบี้ยประกันภัยทั้งระบบไปมากกว่า 40–45% ด้วยปัจจัยรายได้เฉลี่ยต่อหัว ความตื่นตัวด้านภาษี อัตราการครอบครองยานพาหนะ และความกังวลต่อค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชน
  • หัวเมืองเศรษฐกิจและปริมณฑล ได้แก่ นนทบุรี ชลบุรี สมุทรปราการ และเชียงใหม่ คือกลุ่มอันดับรองที่มีอัตราการถือครองกรมธรรม์หนาแน่นตามการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและอสังหาริมทรัพย์

พฤติกรรมผู้บริโภค: คนไทยจ่ายเงินซื้อประกันอะไรมากที่สุด?

ภาคธุรกิจสินค้าหลักที่ครองตลาดปริมาณ / เม็ดเงินนัยสำคัญเชิงพฤติกรรม
ประกันวินาศภัยประกันภัยรถยนต์ (Motor)พ.ร.บ. 37–38 ล้านฉบับ / ภาคสมัครใจ 1.4 แสนล้านบาทตลาดวินาศภัยไทยพึ่งพารถยนต์สูงเกิน 55% โดย พ.ร.บ. บังคับด้วยกฎหมาย ส่วนประกันชั้น 1 คือตัวทำรายได้หลัก
ประกันวินาศภัยประกันสุขภาพและอุบัติเหตุ (A&H)เติบโตสองหลักต่อเนื่องพุ่งขึ้นมาเป็นกลุ่ม Non-Motor ที่โตเร็วสุด จากภาวะเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาล
ประกันชีวิตสะสมทรัพย์ (Endowment)>40–45% ของเบี้ยชีวิตรวมคนไทยยังมองประกันเป็นเครื่องมือ “ออมเงินและลดหย่อนภาษี” ผ่านเคาน์เตอร์แบงก์
ประกันชีวิตตลอดชีพ + สัญญาเสริมสุขภาพ (Rider)เบี้ยสัญญาหลัก >1.1 แสนล้านบาทเปลี่ยนผ่านจากการซื้อเพื่อมรดก มาเป็นการซื้อเพื่อ “พ่วงสิทธิ์เหมาจ่ายค่ารักษา”

แผนผังผู้เล่น : ใครคือเบอร์ 1 ในแต่ละสมรภูมิ?

โครงสร้างการแข่งขันของอุตสาหกรรมประกันภัยไทยมีลักษณะเป็น ตลาดผู้ขายน้อยราย (Oligopoly) ที่กลุ่ม Top 5 ครองส่วนแบ่งตลาดรวมกันเกิน 60–70%

ตลาดประกันชีวิต (เบี้ยรับรวม 6.5 แสนล้านบาท)

  • อันดับ 1 : เอไอเอ (AIA) ครองส่วนแบ่ง 23–25% ด้วยทัพตัวแทนมืออาชีพที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ
  • อันดับ 2 : เอฟดับบลิวดี (FWD) สัดส่วน 14–15% เติบโตอย่างก้าวกระโดดผ่านช่องทางธนาคารพาณิชย์หลักอย่าง SCB
  • อันดับ 3 : ไทยประกันชีวิต (TLI) สัดส่วน 13–14% แบรนด์ไทยที่พึ่งพาพลังเครือข่ายตัวแทนภูธรควบคู่กับพันธมิตรการเงิน
  • อันดับ 4 : เมืองไทยประกันชีวิต (MTL) สัดส่วน 11–12% แข็งแกร่งจากเครือข่าย KBANK และแคมเปญสุขภาพจับกลุ่มคนรุ่นใหม่
  • อันดับ 5 : กรุงไทย-แอกซ่า (Krungthai-AXA) สัดส่วน 9–10% จับมือเครือข่ายสาขาทั่วประเทศของธนาคารกรุงไทย

ตลาดประกันวินาศภัย (เบี้ยรับตรง 3.0 แสนล้านบาท)

  • อันดับ 1 : วิริยะประกันภัย ครองมาร์เก็ตแชร์ 14–15% ยาวนานกว่า 3 ทศวรรษในตลาดประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ
  • อันดับ 2 : ทิพยประกันภัย สัดส่วน 10–11% ผู้นำสาย Non-Motor โครงการเมกะโปรเจกต์ รัฐวิสาหกิจ และทรัพย์สินองค์กร
  • อันดับ 3: กรุงเทพประกันภัย (BKI) สัดส่วน 9–10% โดดเด่นด้านความมั่นคงทางการเงินและพอร์ตประกันทรัพย์สินพาณิชย์ (IAR)
  • อันดับ 4 : ชับบ์สามัคคีประกันภัย สัดส่วน 8–9% ผู้บุกเบิกตลาดประกันอุบัติเหตุและสุขภาพผ่าน Telemarketing และพันธมิตรบัตรเครดิต
  • อันดับ 5 : คุ้มภัยโตเกียวมารีนประกันภัย ส่วนแบ่งการตลาด 7.09% มีจุดเด่นด้านประกันภัยทางทะเลและขนส่ง
  • กลุ่มขับเคี่ยว (ธนชาตประกันภัย / เมืองไทยประกันภัย) สัดส่วน 6–7% เร่งชิงส่วนแบ่งลูกค้ารายย่อยและประกันรถยนต์

ศึกตัวแทน vs เคาน์เตอร์แบงก์ : ช่องทางไหนทำเงินมากกว่ากัน?

ในฝั่งประกันชีวิต ตัวแทนประกันชีวิต (Agency) ยังเป็นเสาหลักที่ทำเบี้ยได้ราว 48–50% เพราะสินค้าประกันสุขภาพระยะยาวและตลอดชีพจำเป็นต้องอาศัยการอธิบายรายละเอียดเชิงลึก ขณะที่ ธนาคารพาณิชย์ (Bancassurance) ครองสัดส่วนตามมาติดๆ ที่ 38–40% โดยกุมความได้เปรียบด้านประกันสะสมทรัพย์ระยะสั้น-กลาง และประกันคุ้มครองวงเงินสินเชื่อบ้าน (MRTA)

ส่วนฝั่งวินาศภัย นายหน้าและโบรกเกอร์ (Brokers) กลายเป็นช่องทางทรงอิทธิพลที่สุด โดยเฉพาะแพลตฟอร์มเปรียบเทียบราคาออนไลน์และโบรกเกอร์ดีลเลอร์รถยนต์ที่กินส่วนแบ่งตลาดประกันรถยนต์ไปมากกว่า 60%

จุดเปลี่ยนและสมรภูมิใหม่ที่ต้องจับตา

  • สังคมสูงวัยกับแรงกดดัน “Medical Inflation”: ค่ารักษาพยาบาลเอกชนที่พุ่งขึ้นปีละ 8–10% บีบให้บริษัทประกันต้องปรับตัวอย่างหนักในฝั่งสัญญาเสริมสุขภาพ ทั้งการเข้มงวดกับเงื่อนไข Co-payment และการเน้นระบบ Pre-authorization เพื่อคุมต้นทุนสินไหม
  • โจทย์หินของ “ประกันภัยรถยนต์ EV”: ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาพร้อมกับความท้าทายด้านอัตราความเสียหาย (Loss Ratio) ที่สูงจากราคาแบตเตอรี่และระยะเวลารออะไหล่ ทำให้ผู้รับประกันวินาศภัยต้องหันมาใช้โมเดลคิดเบี้ยตามพฤติกรรมการขับขี่จริง (Usage-Based Insurance) มากขึ้น
  • การเข้าสู่ยุค AI & Underwriting อัตโนมัติ : การประเมินความเสี่ยงไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุและเพศเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังขยับไปสู่การใช้ Big Data พฤติกรรมสุขภาพและไลฟ์สไตล์ เพื่อเสนอเบี้ยประกันแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Pricing)