ย้อนรอยตำนาน “ประกันภัย” จาก “เรือล่มแยงซีเกียง” สู่ “ร้านกาแฟลอนดอน” สัญญากู้ชีพที่แลกด้วยความเสี่ยงของมนุษย์

85

เคยสงสัยไหมว่า… แผ่นกระดาษที่เรียกว่า “กรมธรรม์” มีต้นตอมาจากไหน?

โลกธุรกิจที่หมุนเวียนเม็ดเงินปีละมหาศาลอย่าง “ประกันภัย” ไม่ได้เริ่มต้นในตึกระฟ้าหรือห้องประชุมของนักคณิตศาสตร์ประกันภัย แต่เกิดจากความกลัว ความสูญสิ้น และสัญชาตญาณดิบของมนุษย์ที่ต้องเอาตัวรอดจากพายุ ทะเลเพลิง และ มหันตภัย

“เรือล่มแยงซีเกียง” สูตรคำนวณเอาชีวิตรอดฉบับโบราณ

ย้อนกลับไปกว่า 3,000 ปีก่อนคริสตกาล สายน้ำเชี่ยวกรากของแม่น้ำแยงซีเกียงในจีนแผ่นดินใหญ่ คือสุสานของพ่อค้าวาณิช ล่องเรือผ่านแก่งหินเมื่อไหร่ หากเรือคว่ำ หมายถึงชีวิตพัง หมดเนื้อหมดตัวในพริบตา

กลุ่มพ่อค้าหัวใสจึงรวมหัวกันคิดกลยุทธ์ใหม่ “อย่าใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว” แทนที่เรือใครจะขนของคนนั้น พวกเขาแบ่งสินค้าของทุกคนกระจายลงเรือทุกลำ หากเรือลำใดลำหนึ่งโชคร้ายชนแก่งจมลง พ่อค้าทุกคนยอมเสียของไปเพียงคนละชิ้นสองชิ้น แต่ไม่มีใครถึงขั้นล้มละลาย นี่คือปฐมบทของแนวคิด Risk Diversification หรือการเฉลี่ยความเสี่ยง ที่กลายเป็นหัวใจของประกันภัยยุคปัจจุบัน

“ฮัมมูราบีสลักหลัง” กฎหมายกู้ชีพพ่อค้ากลางสมุทร

ขยับมาที่อาณาจักรบาบิโลน ราว 1,750 ปีก่อนคริสตกาล บนเสาหินจารึกประมวลกฎหมายฮัมมูราบี ปรากฏข้อตกลงที่เรียกว่า “Bottomry Loan”

พ่อค้าทางเรือขอยืมเงินนายทุนไปเสี่ยงโชคค้าขาย หากเรือถูกโจรสลัดปล้นหรือเจอคลื่นยักษ์กลืนลงก้นทะเล กฎหมายระบุชัดว่า “หนี้เป็นอันยกเลิกทันที” โดยที่เจ้าหนี้ไม่ต้องตามทวง แต่เพื่อแลกกับความเสี่ยง เจ้าหนี้จะคิดดอกเบี้ยเงินกู้สูงกว่าปกติล่วงหน้า ซึ่งเงินส่วนเกินก้อนนี้ แท้จริงแล้วก็คือ “เบี้ยประกันภัยก้อนแรกของโลก” นั่นเอง

ประกายไฟในลอนดอน ปลุก “ประกันอัคคีภัย”

การประกันภัยวนเวียนอยู่แค่ในทะเลมานานนับพันปี จนกระทั่งรุ่งสางของวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1666

ประกายไฟเล็กๆ ในร้านขนมปังบนถนนพุดดิ้งเลน ลุกลามกลายเป็น “มหาอัคคีภัยแห่งลอนดอน” (The Great Fire of London) เปลวเพลิงนรกเผาผลาญเมืองหลวงของอังกฤษจนวอดวาย บ้านเรือนกว่า 13,000 หลังพังราบ ผู้คนไร้ที่อยู่อาศัยนับแสนคน ความเสียหายประเมินค่าไม่ได้ครั้งนั้นผลักดันให้นายแพทย์นามว่า ดร.นิโคลัส บาร์บอน (Nicholas Barbon) ลุกขึ้นมาตั้งสำนักงานประกันอัคคีภัยแห่งแรกของโลกชื่อว่า The Fire Office

ยุคนั้นยังไม่มีดับเพลิงของรัฐบาล บริษัทประกันจึงต้องตั้ง “กองดับเพลิงเอกชน” ขึ้นมาเอง ใครซื้อประกันไว้จะได้ ตราโลหะ (Fire Mark) ไปตอกติดไว้หน้าบ้าน เวลามีควันไฟพวยพุ่ง หน่วยดับเพลิงจะวิ่งมาตรวจดูตราหน้าบ้านและช่วยดับไฟ

ร้านกาแฟ แหล่งกำเนิด “Lloyd’s” บิดาแห่งวงการประกันโลก

ตัดภาพมาที่ร้านกาแฟเล็กๆ ริมแม่น้ำเทมส์ Edward Lloyd’s Coffee House ปลายศตวรรษที่ 17

ที่นี่ไม่ใช่แค่ที่จิบกาแฟ แต่เป็นแหล่งข้อมูลข่าวสาร กัปตันเรือ พ่อค้า และเศรษฐีกระเป๋าหนักมารวมตัวกันฟังข่าวเรือเข้า-ออก  ใครมีเรือสินค้าเสี่ยงตายแล่นไปในทะเล จะนำกระดาษสรุปความเสี่ยงมาวางบนโต๊ะ เศรษฐีคนไหนพร้อมร่วมลงขันชดเชยหากเรือจม ก็จะเซ็นชื่อและระบุเปอร์เซ็นต์ไว้ “ใต้ข้อความบรรยายความเสี่ยง”

การเซ็นชื่อข้างใต้นี้เองที่ให้กำเนิดคำศัพท์คลาสสิกของวงการอย่าง “Underwriter” (ผู้รับประกันภัย) ก่อนที่ร้านกาแฟเล็กๆ แห่งนี้จะขยับขยายกลายเป็น Lloyd’s of London สถาบันการเงินที่ยิ่งใหญ่ระดับตำนาน รับประกันตั้งแต่เรือเดินสมุทร ยานอวกาศ ไปจนถึงเรียวขาของนักฟุตบอลระดับโลกในปัจจุบัน

จากเรือฝรั่งสู่หลักประกันคนไทย

สำหรับประเทศไทย ประกันภัยเริ่มเข้ามาพร้อมเรือสินค้าตะวันตกในยุคปฏิรูปบ้านเมืองของ ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 เพื่อรองรับการเปิดเสรีทางการค้ากับต่างชาติ

จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 7 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2472 กระทรวงพาณิชย์ และ คมนาคม ได้ประกาศให้บริษัทประกันชีวิตและประกันวินาศภัยทุกแห่ง ขอรับใบอนุญาตประกอบการในประเทศไทยอย่างถูกต้องเป็นครั้งแรก กลุ่มพ่อค้าและขุนนางไทยนำโดย พระยาพิชัยบุรินทรา ได้ร่วมกันก่อตั้ง “บริษัท ประกันภัยไทย จำกัด” ขึ้นมา เพื่อพิสูจน์ว่าสยามประเทศก็สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงทางการเงินได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องพึ่งพาแต่บริษัทต่างชาติอีกต่อไป

จากหยาดเหงื่อของฝีพายแยงซีเกียง เถ้าถ่านของกรุงลอนดอน สู่ลายเซ็นบนแก้วกาแฟ… ประกันภัยจึงไม่ใช่แค่กระดาษสัญญา แต่คืออนุสาวรีย์ป้องกันความเสี่ยง ที่เตือนใจว่า “มนุษย์ไม่อาจหยุดพายุได้ แต่เราออกแบบเรือที่จะไม่จมพร้อมกันได้เสมอ”