เงินในกระเป๋าเหลือเท่าไหร่ ดูได้ที่ซอง ‘มาม่า’? ย้อนเส้นทาง 50 ปี แบรนด์ที่กลายเป็น ‘กระจกเงา’ สะท้อนเศรษฐกิจไทย

127

หากพูดถึงแบรนด์สินค้าที่เป็น “ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจ” และอยู่คู่ครัวเรือนไทยมานานกว่าครึ่งศตวรรษ คงไม่มีใครไม่นึกถึง “มาม่า” บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่แข็งแกร่งจนกลายเป็น Generic Name ที่คนไทยใช้เรียกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทุกแบรนด์ไปโดยปริยาย

เส้นทางความสำเร็จของมาม่าไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ แต่เกิดจากส่วนผสมที่ลงตัวระหว่าง “เทคโนโลยีการผลิต” และ “อัจฉริยภาพทางการตลาด” โดยสามารถสรุปหมุดหมายและกลยุทธ์สำคัญได้ดังนี้

จุดเริ่มต้นการจับคู่ธุรกิจ

มาม่าเกิดจากการร่วมทุนระหว่าง บริษัท เพรซิเดนท์ เอ็นเตอร์ไพรส์ ของไต้หวัน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการผลิตอาหาร และ เครือสหพัฒน์ (บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด) นำโดยเจ้าสัวเทียม โชควัฒนา ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการตลาดและระบบขนส่งสินค้า (Logistics) อย่างหาใครเทียบยากในยุคนั้น

พวกเขาจดทะเบียนจัดตั้ง บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด ในปี 2515 ก่อนที่ฝั่งไทยจะซื้อหุ้นทั้งหมดมาบริหารเองในเวลาต่อมา ทำให้มาม่ากลายเป็นแบรนด์ไทยแท้อย่างเต็มตัว

“ต้มยำกุ้ง” รสชาติเปลี่ยนโลก หมัดเด็ดมัดใจคนไทย

ในช่วงแรก มาม่าเปิดตัวด้วยรสคลาสสิกตามแบบฉบับเอเชียตะวันออกอย่าง “รสซุปไก่” และ “รสหมูสับ” ซึ่งแม้จะขายดี แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้มาม่าทิ้งห่างคู่แข่งแบบไม่เห็นฝุ่นคือการคิดค้น “รสหมูสับ” (เวอร์ชันปรับปรุง) ตามด้วย “รสต้มยำกุ้ง”

มาม่ารู้ดีว่าคนไทยชอบอาหารรสจัด จึงใช้กลยุทธ์ Localization นำเมนูประจำชาติอย่างต้มยำกุ้งมาใส่ในซองบะหมี่ พร้อมนวัตกรรม “น้ำพริกเผาแท้” ในซอง ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้แบรนด์เข้าถึงรสนิยมคนไทยทุกเพศทุกวัย และกลายเป็นรสชาติที่ขายดีที่สุดตลอดกาล

“เครือข่ายการจัดจำหน่าย” อาวุธเด็ดเก็บคะแนน

หนึ่งในอาวุธเด็ดที่ทำให้มาม่าเหนือกว่าแบรนด์อื่นคือระบบ Logistics ของเครือสหพัฒน์ ไม่ว่าร้านโชห่วยจะอยู่ลึกแค่ไหน ในตรอกซอกซอย หรือบนดอยห่างไกล รถส่งของของสหพัฒน์สามารถกระจายสินค้าไปถึงได้หมด การที่ผู้บริโภค “หาซื้อง่าย” และ “เห็นสินค้าอยู่ตลอดเวลา” สร้างความคุ้นชินจนแบรนด์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

ต้นทุนขั้นเทพ มัดใจด้วยราคา

มาม่าถูกวางตำแหน่งเป็นสินค้ามวลชน (Mass Product) ที่เข้าถึงง่าย ราคาของมาม่าจึงถูกกำกับและเชื่อมโยงกับค่าแรงขั้นต่ำและภาวะเงินเฟ้อของประเทศมาโดยตลอด การจะปรับราคาขึ้นแต่ละครั้งเป็นเรื่องใหญ่ระดับประเทศ สิ่งที่ทำให้มาม่ารักษากำไรไว้ได้คือการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพสูง (Economy of Scale) เช่น การตั้งโรงงานใกล้แหล่งพลังงานเพื่อดึงพลังงานความร้อน/ไอน้ำมาใช้ในกระบวนการทอดเส้น การผลิตและซัพพลายวัตถุดิบหลัก เช่น แป้งสาลีและบรรจุภัณฑ์ ภายในเครือข่ายของตัวเองเพื่อลดต้นทุนซ้ำซ้อน

แตกไลน์พรีเมียม หนีสงครามราคา

เมื่อตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศเริ่มอิ่มตัว และเจอกระแส “บะหมี่เกาหลี” บุกเข้ามาทำตลาดพรีเมียมซองละ 40-50 บาท มาม่าไม่ได้อยู่นิ่ง แต่เลือกที่จะส่ง “Mama OK” (Oriental Kitchen) ออกมาสู้ โดยชูจุดเด่นเส้นหนานุ่มและรสชาติเข้มข้นจัดจ้านสะใจ เช่น รสผัดไข่เค็ม, รสหม่าล่า เพื่อเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และขยับฐานราคาขึ้นมา ทำให้แบรนด์ดูทันสมัยและสร้างการเติบโตในเซกเมนต์ใหม่ได้อย่างงดงาม

ภายใต้ทีมวิจัยนวัตกรรม TFIT (TF Innovation Team) เครือมาม่ากำลังพัฒนาแบรนด์และผลิตภัณฑ์อาหารแห่งอนาคต (Future Food) ที่มากกว่าแค่บะหมี่แป้งสาลี ด้วยการพัฒนาอาหารที่ใช้โปรตีนพืช (Plant-based) และอาหารที่มีมูลค่าสูง (High Value) เพื่อขยายตลาดทั้งในไทยและส่งออกไปยังกลุ่มประเทศตะวันตกและยุโรปในรูปแบบพร้อมทาน (Ready-to-Eat) ซึ่งจะทยอยเปิดตัวแบรนด์เฉพาะกลุ่มออกมาเพิ่มขึ้น

นอกจากมาม่าและแบรนด์ใหม่ๆ แล้ว ในพอร์ตของไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ยังมีแบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภคที่เราคุ้นตาในซูเปอร์มาร์เก็ตอีกมากมาย เช่น

กลุ่มขนมปังและบิสกิต : แบรนด์ “บิสชิน” (Bissin) และ “โฮมมี” (Homemy)

กลุ่มน้ำผลไม้และเครื่องดื่ม : “กรีนเมท” (Greenmate), “เคลลี่” (Kelly) และ “ไทซัน” (Tayson) ซึ่งเน้นทำตลาดในต่างประเทศและพื้นที่ภาคใต้ของไทย

กลุ่มเส้นข้าวกล้อง/เส้นหมี่ : “President Rice” และ “Handi Rice” ที่เจาะตลาดออร์แกนิกและส่งออกเป็นหลัก

ปัจจุบัน มาม่าภายใต้การนำของ บมจ.ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ ไม่เพียงแต่ครองส่วนแบ่งตลาดในไทยมากกว่า 50% เท่านั้น แต่ยังส่งออกไปกว่า 60 ประเทศทั่วโลก พร้อมทั้งขยายไลน์ธุรกิจไปสู่ร้านอาหารและนวัตกรรมอาหารอนาคต (Plant-based) เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว