
ท่ามกลางกระแสความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า และเทคโนโลยีที่หมุนไว ตลาดจีนที่มีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน ยังคงเป็นทั้ง “ความท้าทายสุดหิน” และ “ขุมทรัพย์มหาศาล” ของผู้ประกอบการไทย เวทีสัมมนาพิเศษโดยสมาคมสื่อมวลชนไทย-จีน ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกริก ได้ระดมกูรูและผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้ามาร่วมเจาะลึกพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ตั้งแต่เทรนด์ “การบริโภคขนาดเล็ก” การรุกตลาดด้วย AI และ Megatrend สินค้าสาย Green Development พร้อมเปิดมุมมองใหม่ในการรับมือกับภาวะขาดดุลการค้า เผยทางรอดจริงที่รัฐและเอกชนต้องจับมือกันก้าวให้ทัน ก่อนจะตกขบวนในตลาดมังกร
เมื่อวันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ.2569 เวลา 13.30-16.00 น. ณ ห้องประชุมนานาชาติ มหาวิทยาลัยเกริก บางเขน กรุงเทพฯ สมาคมสื่อมวลชนไทย-จีน ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกริก ได้จัดสัมมนาเรื่อง “ค้ากับจีนอย่างไรในวันที่โลกผันผวน” เพื่อให้ผู้ประกอบการค้า ประชาชนทั่วไปและนักศึกษาของมหาวิทยาลัยได้ทำความเข้าใจถึงสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองของโลกปัจจุบัน ที่จะมีผลต่อการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับประเทศไทยที่ต้องพึ่งพาการส่งออกหรือทำการค้ากับคู่ค้าสำคัญอย่างสาธารณรัฐประชาชนจีน

วิทยากรที่เข้าร่วมการสัมมนาประกอบด้วย นางสาวชนัญญา พรรณรักษา นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน นายพงษ์ศักดิ์ พิบูลศักดิ์ ประธานสมาพันธ์อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทย นางสาวอนิส ไต้ ผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซันโวต้า ออโตโมทีฟ เอนเนอร์จี เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ดร.พิทยุช ญาณพิทักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขานวัตกรรมธุรกิจไทย-จีน-อาเซียน มหาวิทยาลัยเกริก และนายชัยวัฒน์ วนิชวัฒนะ นายกสมาคมสื่อมวลชนไทย-จีน ทำหน้าที่ดำเนินรายการ

ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร มองโลกวันนี้ระดับของความผันผวนมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น การพัฒนาด้านเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค และหลายๆสิ่งเพิ่มสูงขึ้น อัตราความเร็วและความรุนแรงก็สูงขึ้น ตลาดจีนนั้นใหญ่ แต่ไม่หมู คนจีนยุคนี้รายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงขึ้น เศรษฐกิจจีนเติบโตต่อเนื่องแม้จะลดต่ำกว่าอดีต แต่วันนี้ยังเฉลี่ย 5% ต่อปี ที่เข้าตลาดจีนยากเพราะจีนมีการปรับเปลี่ยนนโยบาย เปลี่ยนโครงสร้างตลอดเวลา ยกระดับมาตรฐานสินค้านำเข้าตลอดเวลา จะส่งสินค้าอาหารเข้าต้องขึ้นทะเบียนกับGACCก่อน มีระบบตรวจสอบย้อนกลับได้ ขั้นตอนวิธีการเหล่านี้คือความท้าทายของผู้ประกอบการไทย
จีนช่วงหลังมีการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว หลังยุคโควิดคนจีนเริ่มใส่ใจของที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น ห่วงใยสุขภาพมากขึ้น เน้นความสะดวกสบายมากขึ้น เมื่อเศรษฐกิจไม่โตแรงเหมือนเมื่อก่อนก็เริ่มใส่ใจความคุ้มค่ามากขึ้น เปลี่ยนการหาซื้อสินค้าแบรนด์รอง แทนที่จะซื้อแบรนด์TOPระดับโลก ซึ่งจีนให้คำจำกัดความของพฤติกรรมแบบนี้ว่า “การบริโภคขนาดเล็ก” ซึ่งถูกจริตกับไทย
ปลายปีที่แล้วจีนประกาศแคมเปญ Export to China ซึ่งจีนยกให้ไทยเป็นชาติต้นแบบของอาเซียน และเป็น 1 ใน 6 ประเทศในโลกที่ต้องการให้ส่งสินค้าไปจีนเพิ่มมากขึ้น นี่คือโอกาสของประเทศไทย
ในมิติการค้าปัจจุบันหากมองการค้าแบบสองฝ่าย เราอาจจะมองระบบเสรีการค้าของโลกคาดเคลื่อนไป เราอาจจะไม่เกินดุลการค้าสหรัฐฯถึง 7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯก็ได้ ถ้าไม่ขาดดุลการค้ากับจีน เพราะสินค้าจีนที่เข้าไทยส่วนหนึ่งเป็นวัตถุดิบ ทำให้ไทยมีกำลังการผลิตมากพอที่จะส่งสินค้าไปขายสหรัฐฯจนเกินดุลมากมายขนาดนี้ได้ การเสียด้านหนึ่งเราอาจจะไปได้อีกด้านหนึ่ง
ภาคธุรกิจต้องการความรวดเร็วให้ทันจังหวะและโอกาสในการเข้าสู่ตลาด ดังนั้นหากรัฐจะให้การสนับสนุนก็ต้องเร่งการทำงานให้เร็วเช่นกัน การนำเข้าจากจีนส่วนใหญ่เป็นเครื่องจักร เครื่องมือ ชิ้นส่วน อุปกรณ์ วัตถุดิบเพื่อการผลิต ต้องมีหลักคิด อย่าหลงไปคิดลดการนำเข้าในส่วนนี้ ซึ่งน่าจะดีกว่าหรือถูกกว่านำเข้าจากชาติอื่น
จีนยกระดับสินค้าของตัวเองมาก เช่นผลิตภัณฑ์อาหาร สินค้าเกษตรจีนที่เคยล้าหลังไทยมาก เคยมีภาพลักษณ์ว่าไม่ปลอดภัย เริ่มต้นจากติดลบ แต่วันนี้ยกระดับการผลิตสร้างแบรนด์กลายเป็นแฟรนไชส์ประเภทกาแฟ ชา ไอศกรีม เข้ามาตีตลาดไทยและต่างประเทศ เราเองอาจจะต้องคิดและเรียนลัดแบบนี้บ้างได้ไหม เพราะไทยก็มีแฟรนไชส์ดีๆหลายอย่างที่คนจีนชอบมาก

ดร.พิทยุช ญาณพิทักษ์ เมื่อก่อนการค้าการลงทุนอาจจะมองเรื่องค่าแรงว่าที่ไหนถูกก็ย้ายไปตั้งโรงงาน แต่เดี๋ยวนี้ต้องมองเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ ปัจจุบันมีการกีดกันทางการค้าด้วยอัตราภาษี ซึ่งจีนกับสหรัฐอเมริกามีประเด็นกันอยู่ สินค้าจีนส่งไปอเมริกาก็ทะลักมาอาเซียน ทำให้อาเซียนเกิดความผันผวนแน่นอน เกิดสงครามราคา บรรดาเอสเอ็มอีสู้ไม่ได้ ต้องคิดหาวิธีการรับมือ เช่นเอาเทคโนโลยีมาช่วย อยากให้หาวิธีเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร เช่นสินค้าเกษตรทางด้านการแพทย์ ผู้ประกอบการไทยยุคอนาลอคอาจจะตามระบบไม่ทัน จึงควรจะมีการอัพสกิลผู้ประกอบการให้รู้จักใช้AI ใช้ดาต้าต่างๆเพื่อเจาะตลาดได้อย่างชัดเจน

นางสาวชนัญญา พรรณรักษา การค้าระหว่างประเทศจะโยงทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง นอกจากภูมิรัฐศาสตร์ หรือการเมืองแล้ว วันนี้ยังมีเรื่อง Megatrend สินค้าในไอทีหรือเอไอมากขึ้น หรือประชากรโลกมี Gen Y, Gen Z มากขึ้น ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค ผู้ประการต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงให้ได้เพื่อความอยู่รอด การปรับตัวมีทั้งวิกฤติและโอกาสอยู่ในนั้น ต้องอ่านสถานการณ์ให้ออก ดูปัจจุบัน มองอนาคต จีนเพิ่งประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 15 ซึ่งเน้นมาตรฐานสินค้าแนว Green Development มากขึ้น เป็นเศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) มากขึ้น
ตลาดส่งออกไม่มีที่ไหนง่าย ทุกตลาดมีลักษณะเฉพาะของแต่ละตลาดที่ไม่เหมือนกัน ทุกที่มีโอกาสแต่ผู้จะทำการค้าต้องรู้จักหาสินค้าที่เหมาะสมกับตลาดนั้นๆ สินค้าที่เจาะตลาดจีนได้แน่นอนคืออาหาร เครื่องดื่มต่างๆ สินค้าเกษตรประเภทผลไม้ นอกจากนี้ยังมีภาพยนตร์ เกมคาแรคเตอร์ เป็นต้น
ไทยเราเป็นคู่ค้ากับจีนยุคใหม่มายาวนานกว่า 43 ปี โดยจีนวันนี้เป็นตลาดใหญ่มาก มีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน จำเป็นต้องเข้าใจจีนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปด้วยกัน

นายพงษ์ศักดิ์ พิบูลศักดิ์ สงครามในโลกวันนี้กระทบโลจิสติกส์ ภาคเอกชนได้รับผลกระทบแน่นอน เพียงขอให้มีชีวิตรอดในการทำธุรกิจ เรื่องภูมิรัฐศาสตร์ก็เป็นเรื่องสำคัญ ไทยถูกมองเป็นไผ่ลู่ลม เอนเอียงไปตามกระแสการเมืองจนบางครั้งอาจจะใกล้ชิดกับอีกฝ่ายมากไปหรือเปล่า การที่นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ไปเยือนจีนช่วง 17-20 กรกฎาคม ในงานประชุมAIโลกที่เซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อสร้างสมดุลทางการเมืองระหว่างประเทศ เราเป็นประเทศเล็กต้องคบหากับทุกประเทศทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก แต่ที่สำคัญเรื่องหนึ่งคือเราขาดดุลการค้ากับจีนวันนี้ระดับ 2.2 ล้านล้านบาท จะมองเป็นบวกหรือลบก็ได้ แต่จะทำอย่างไรให้ลดการขาดดุลลง โดยเชื่อมสัมพันธ์ที่ดีกับจีนต่อไป
ในด้านภูมิศาสตร์ที่อยู่ใกล้กัน ไทยกับจีนทิ้งกันไม่ได้ การขยายตลาดส่งออกจีนนั้นไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากจนเกินไปถ้ารัฐบาลไทยเอาจริง ต้องมีทีมไทยแลนด์ มีมิสเตอร์ไชน่าระดับประเทศอย่างสมัยก่อน มีเป้าหมายการทำงานที่ชัดเจน เช่นลดการขาดดุลลง 5% หรือประมาณ 1 แสนล้านบาท ต้องจัดงบประมาณสนับสนุนการทำงาน ทำการตลาด หรือมีพื้นที่เป้าหมายที่จะเข้าไปบุกเบิกตลาด ไม่ใช่ปล่อยไปตามมีตามเกิด จนบางงานแสดงสินค้าบูทลาวและบูทเวียดนามใหญ่กว่าบูทไทย
การค้ากับจีนให้สำเร็จ ต้องรู้จักหาพันธมิตรการค้าที่ดี ต้องลงทุนจริงจังต่อเนื่อง ต้องศึกษาหาความรู้แบบรู้เขา-รู้เรา และรัฐบาลต้องให้การสนับสนุนมากกว่านี้

นางสาวอนิส ไต้ ภาษจีนมีคำว่า “เหว่ยจี” วิกฤติคือโอกาส ย้อนไปดูสงครามโลกครั้งที่1หรือ2 มีชาติที่เจริญขึ้นมาจากสงคราม ปัจจุบันสหรัฐฯออกกฎหมายมาบังคับผูกพันบริษัทจีน มีเป้าหมายไม่ต้องการให้เติบโตอีกต่อไป บริษัทจีนจำนวนหนึ่งจึงกำลังเผชิญวิกฤต แต่จีนหาทางออกด้วยการจับมือกัน เดินด้วยกัน กลับมามองไทยกับจีนที่ถือเป็นครอบครัวเดียวกัน ไทยคือตัวเลือกอันดับ1ที่จีนเลือกลงทุนค้าขาย นี่คือโอกาสที่เงินลงทุนจำนวนมหาศาลจะมาลงที่ไทย เป็นโอกาสในการสร้างงาน ถ่ายทอดเทคโนโลยี AI






























