
มหากาพย์หักเหลี่ยมเฉือนคม! เมื่อ Paramount ยอมควบรวมกิจการกับ Skydance ลุยสงคราม Streaming กลยุทธ์ Hybrid รอดหรือร่วง? วิเคราะห์อนาคตใหม่ Paramount ภายใต้เงื้อมมือทายาทเศรษฐี Oracle ที่ยอมทุ่ม 8 พันล้านเหรียญซื้อกิจการเพื่อสู้ศึกกับ Netflix เต็มตัว
มหากาพย์การควบรวมกิจการของ Paramount Global ถือเป็นหนึ่งในดีลที่ซับซ้อนและน่าติดตามที่สุดในวงการสื่อโลก เพราะไม่ใช่แค่การขายบริษัท แต่คือการชิงไหวชิงพริบเพื่อความอยู่รอดในยุค Streaming War
จุดเริ่มต้นมหากาพย์ Streaming
Paramount Global คือเจ้าของค่ายหนัง Paramount Pictures, ช่อง CBS และบริการ Paramount+ มีคลังหนัง (IP) ระดับตำนานอย่าง Top Gun, Mission Impossible และ The Godfather แต่เมื่อโลกเปลี่ยนเข้าสู่ยุคดิจิทัล การเข้ามาของ Netflix บีบให้ Paramount ต้องหาทางรอด เปิดบริการสตรีมมิ่งในนาม Paramount+ แต่สู้เม็ดเงินและฐานผู้ใช้ของ Netflix ไม่ได้ ทำให้มีหนี้ก้อนโต จึงตัดสินใจขายกิจการให้ Skydance Media สตูดิโอของ David Ellison (ลูกชายเจ้าของ Oracle) ซึ่งเป็นพันธมิตรสร้างหนังกับ Paramount มานาน
ดีลระหว่าง Paramount Global กับ Skydance Media ใช้เวลาเจรจานานหลายปี ในระหว่างดำเนินการเจรจา Paramount ต้องหาเงินสดมาหมุนเวียนด้วยการนำหนังและซีรีส์เก่าๆ มาปล่อยเช่าให้ Netflix ฉาย ศึกครั้งนี้พิสูจน์ว่า หากแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งไม่มีขนาดใหญ่พอก็ยากจะรอด Netflix จึงกลายเป็นผู้คุมเกมที่ยืนมองค่ายหนังเก่าแก่ค่อยๆ ควบรวมกิจการกันเอง
เปิดฉากสงคราม Streaming
ภายใต้การนำของ Skydance จะมีการปรับโครงสร้าง Paramount+ ซึ่ง Skydance ขึ้นชื่อเรื่องการทำหนัง Blockbuster คุณภาพสูง จึงน่าจะมาช่วยกอบกู้ชื่อเสียงของค่าย Paramount ได้ไม่ยาก กำจัดหนี้สินและทำให้บริษัทกลับมามีกำไร โดยอาจร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ เช่น การจับมือกับ Max หรือ Peacock สู้กับ Netflix แบบ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน
การควบรวมกิจการระหว่าง Skydance และ Paramount Global (เสร็จสมบูรณ์ในช่วงปี 2025) ทำให้ David Ellison กลายเป็นผู้ครอบครองคลังแสงความบันเทิงที่ทรงพลังที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และนี่คือรายชื่อ IP ระดับ “A-List” ที่อยู่ในมือของอาณาจักรใหม่แห่งนี้
🎬 กลุ่มภาพยนตร์ Blockbuster (Paramount Pictures & Skydance)
Skydance กับ Paramount เคยเป็นพันธมิตรสร้างหนังร่วมกันมานาน ทำให้การควบรวมนี้เป็นการ “เอากลับมาเป็นของตัวเอง” อย่างเต็มตัว
- Mission Impossible : แฟรนไชส์สายลับเบอร์ 1 ที่ Skydance ร่วมทุนสร้างมาหลายภาค
- Top Gun : แฟรนไชส์ที่พิสูจน์แล้วว่ายังทรงพลังทุกยุค
- Star Trek : สิทธิในการสร้างภาพยนตร์และซีรีส์ทั้งหมดของจักรยานอวกาศ
- Transformers & G.I. Joe : รวมถึงจักรยาน Hasbro อื่นๆ ที่มีดีลผูกพันกัน
- A Quiet Place : แฟรนไชส์สยองขวัญยุคใหม่ที่ทำกำไรมหาศาล
- Gladiator : รวมถึงสิทธิในหนังภาคต่อและภาคแยก
- World War Z : สิทธิในแฟรนไชส์ซอมบี้ (ที่ Skydance เคยร่วมทุน)
- The Godfather : คลังหนังขึ้นหิ้งระดับตำนาน
📺 กลุ่มซีรีส์และรายการโทรทัศน์ (CBS & Paramount Television)
Paramount เป็นเจ้าของช่อง CBS ซึ่งมีซีรีส์ที่มีฐานแฟนคลับทั่วโลก
- NCIS : ซีรีส์สืบสวนที่มีภาคแยก (Spin-off) มากที่สุดอันดับต้นๆ ของโลก
- Yellowstone Universe : รวมถึงภาคต้นอย่าง 1883 และ 1923 (ผลงานของ Taylor Sheridan)
- The Twilight Zone : แฟรนไชส์ไซไฟระดับตำนาน
- Criminal Minds : ซีรีส์สืบสวนยอดฮิต
🐥 กลุ่มเด็กและครอบครัว (Nickelodeon)
- SpongeBob Square Pants : ตัวการ์ตูนที่ทำเงินได้ตลอดกาล
- Teenage Mutant Ninja Turtles (TMNT) : ขบวนการมุดดินที่เพิ่งถูกปลุกปั้นใหม่จนสำเร็จ
- PAW Patrol : ขวัญใจเด็กทั่วโลก (Nickelodeon ถือสิทธิร่วม)
- Avatar The Last Airbender : รวมถึงโปรเจกต์ใหม่ๆ จาก Avatar Studios
🕹️ กลุ่มแอนิเมชันและเกม (Skydance Animation & Interactive)
- Spellbound & Luck : IP แอนิเมชันยุคใหม่ของ Skydance
- Skydance New Media : สตูดิโอเกมที่กำลังพัฒนาเกมระดับ AAA เช่น เกม Marvel (Captain America & Black Panther) และเกมในจักรวาล Star Wars
ยกที่ 1 ชิง WBD
หลังควบรวมกิจการ มีรายงานว่า Paramount Skydance รุกคืบเข้าซื้อกิจการ Warner Bros. Discovery (WBD) หากดีลนี้สำเร็จ พวกเขาจะได้ครอง IP เพิ่มอีกมหาศาล เช่น
- DC Universe (Batman, Superman, Joker)
- Harry Potter (Wizarding World)
- Game of Thrones
- The Lord of the Rings (สิทธิบางส่วนในการผลิต)
การถือครอง IP เหล่านี้ทำให้ Paramount Skydance ไม่ได้เป็นแค่ค่ายหนังอีกต่อไป แต่เป็น “Content Powerhouse” ที่มีพลังต่อรองกับ Netflix และ Disney ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ
ล่าสุด (26 ก.พ. 2026) ข่าวใหญ่ในวงการบันเทิงระดับโลกคือ Netflix ตัดสินใจถอนตัวจากการเข้าซื้อกิจการ Warner Bros. Discovery (WBD) หลังจากที่มีการสู้ราคา (Bidding War) กันมาอย่างดุเดือดในช่วงต้นปี 2026
โดยเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2026 Netflix ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะ “ไม่สู้ราคาต่อ” หลังจากบอร์ดบริหารของ Warner Bros. Discovery ตัดสินใจว่าข้อเสนอใหม่ของ Paramount Skydance นั้น “เหนือกว่า”
Netflix ระบุว่าการจะสู้ราคาให้ชนะ Paramount ในตอนนี้ ทำให้ดีลนี้ “ไม่ดึงดูดทางการเงินอีกต่อไป” โดยมองว่า WBD เป็นทรัพย์สินที่ “มีก็ดี (nice to have)” แต่ไม่ใช่ “ของที่ต้องมีให้ได้ (must have) ในทุกระดับราคา” Netflix เลือกที่จะรักษากระแสเงินสดและโฟกัสที่การเติบโตแบบ Organic ของตัวเองมากกว่าการทุ่มเงินมหาศาลเพื่อควบรวมกิจการที่อาจมีความเสี่ยงสูง
จุดพลิก Paramount Skydance คว้าดีล
ดีลของ Paramount Skydance ภายใต้การนำของ David Ellison มีความได้เปรียบในหลายจุดที่ทำให้ผู้ถือหุ้น WBD พอใจมากกว่า ทั้งราคาที่สูงกว่าคู่แข่ง คือเสนอซื้อที่ 31 ดอลลาร์ต่อหุ้น (คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 1.1 แสนล้านดอลลาร์) ซื้อ “ทั้งบริษัท”: ต่างจาก Netflix ที่สนใจซื้อเฉพาะส่วนของ Studio และ Streaming (HBO Max) แต่ Paramount Skydance ยินดีรับซื้อกิจการทั้งหมด รวมถึงช่องโทรทัศน์อย่าง CNN และ Discovery ด้วย
การควบรวมกันระหว่าง Paramount Skydance และ Warner Bros. Discovery จะสร้างยักษ์ใหญ่ตัวใหม่ในฮอลลีวูดที่ครองลิขสิทธิ์ดังๆ มากมาย เช่น
ภาพยนตร์ : DC Studios, Harry Potter, Mission Impossible, Top Gun
ช่องทีวี/ข่าว : CBS, CNN, HBO, MTV, Nickelodeon, Discovery
สตรีมมิ่ง : การรวมกันของ Paramount+ และ Max (HBO Max เดิม) ซึ่งน่าจะกลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดของ Disney+ และ Netflix
ศึกนี้จบลงด้วยการที่ Skydance เข้ามาเป็นอัศวินขี่ม้าขาวกู้ชีพ Paramount เพื่อสู้ในสนามรบที่มี Netflix เป็นเจ้าตลาด






























