
ปี 2026 สินค้าไทยกำลังเผชิญกับพายุภาษีจากนโยบาย “America First” ของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสินค้าไทยที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่ไทยมีเกณฑ์ได้เปรียบดุลการค้าสูง และนี่คือกลยุทธ์เจาะตลาดสหรัฐฯ สำหรับผู้ประกอบการไทยท่ามกลางสถานการณ์ภาษีที่ยังมีความผันผวนสูง
1. บริหารต้นทุนและภาษี (Tariff & Cost Optimization)
- ใช้ประโยชน์จากสินค้า “Made with USA Content” : ปี 2026 สหรัฐฯ เริ่มใช้มาตรการภาษีแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่เน้นลดภาษีให้สินค้าที่มีสัดส่วนวัตถุดิบจากสหรัฐฯ (U.S. Content) เกิน 20% การเลือกใช้ raw material จากอเมริกาอาจช่วยให้ได้รับยกเว้นภาษีบางส่วน
- ตรวจสอบเกณฑ์แหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) : สหรัฐฯ เข้มงวดเรื่องการสวมสิทธิ์สินค้าจากจีน (Transshipment) มากขึ้น สินค้าไทยต้องมีเอกสารยืนยันกระบวนการผลิตที่ชัดเจนว่ามีการ “แปรสภาพอย่างพอเหมาะ” (Substantial Transformation) ในไทยจริง เพื่อเลี่ยงภาษีกลุ่มสินค้าจีนที่อาจสูงถึง 60%
- Re-classification รหัสพิกัดศุลกากร : ตรวจสอบ HS Code ว่าสินค้าสามารถจัดอยู่ในกลุ่มที่มีอัตราภาษีต่ำกว่าได้หรือไม่ เช่น การแยกส่วนประกอบเข้ามาประกอบในสหรัฐฯ (Assembly in the US) แทนการส่งสินค้าสำเร็จรูป
2. กลยุทธ์รายกลุ่มสินค้า (Sector-Specific Strategy)
| กลุ่มสินค้า | สถานการณ์ในปี 2026 | กลยุทธ์ที่ต้องใช้ |
| อาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food) | ไทยเป็นเบอร์ 1 ในตลาดสหรัฐฯ (แชร์ 31%) | เน้น Premiumization และมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด เนื่องจากเป็นสินค้าที่ทดแทนยาก |
| อิเล็กทรอนิกส์ & แผงวงจร | ได้อานิสงส์จาก AI Boom และการย้ายฐานหนีจีน | ชูจุดเด่นเรื่องความปลอดภัยของห่วงโซ่อุปทาน (Clean Supply Chain) |
| เครื่องปรับอากาศ & ยานยนต์ | เผชิญภาษีเฉพาะกลุ่ม (Section 232) | เน้นการหาพันธมิตรท้องถิ่นในสหรัฐฯ เพื่อทำ Local Assembly |
| อัญมณีและเครื่องประดับ | แข่งขันสูงกับอินเดีย | เน้นงานฝีมือ (Craftsmanship) และการรับรองความยั่งยืน (ESG) |
3. การสนับสนุนจากภาครัฐและสถาบันการเงิน (Gov & Finance Support)
- EXIM Bank “Export Clinic” : ปี 2026 มีมาตรการช่วยเหลือ SME โดยเฉพาะ เช่น การขยายเวลาชำระคืนเงินกู้สูงสุด 365 วัน และลดดอกเบี้ยเพื่อเสริมสภาพคล่องจากต้นทุนภาษีที่สูงขึ้น
- One-Stop Service ของกระทรวงพาณิชย์ : ใช้บริการปรึกษาเรื่องการเจรจาขอยกเว้นภาษีรายสินค้า (Exclusion Request) หากสินค้าของเราเป็นวัตถุดิบจำเป็นที่สหรัฐฯ ผลิตเองไม่ได้
4. ปรับโมเดลธุรกิจเข้าสู่ “U.S. Local Ecosystem”
- Direct-to-Consumer (D2C) : การขายผ่าน E-commerce แพลตฟอร์มในสหรัฐฯ โดยใช้คลังสินค้าในเขตการค้าเสรี (FTZ) จะช่วยลดผลกระทบจากกำแพงภาษีในระยะแรกและเข้าถึงข้อมูลลูกค้าโดยตรง
- Strategic Alliance : หา Partner ในสหรัฐฯ เพื่อทำสินค้าในลักษณะ “White Label” หรือการร่วมทุน เพื่อเปลี่ยนสถานะสินค้าให้มีความเป็นอเมริกันมากขึ้น (Localization)
แม้ไทยจะเผชิญภาษีเฉลี่ย (Baseline Tariff) ประมาณ 15-19% ในปี 2026 แต่ไทยยังได้เปรียบคู่แข่งอย่าง จีน (51%+) และ เวียดนาม (20%+) ในบางกลุ่มสินค้า ดังนั้น “ความเร็วในการส่งมอบ” และ “คุณภาพที่สม่ำเสมอ” ยังเป็นจุดแข็งที่ทำให้ผู้นำเข้าสหรัฐฯ เลือกไทย






























