ฝ่าวิกฤตภาษีสหรัฐฯ 12.5%: ผ่าแผน ‘3 วงแหวน 5 ประตู’ พาการค้าไทยไปต่อ

104

เมื่อแรงลมต้านทางการค้าโลกลูกใหม่พัดกระหน่ำจากการที่สหรัฐฯ ประกาศจัดเก็บภาษีตอบโต้ 12.5% กับหลายประเทศรวมถึงไทย แม้จะเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ แต่ความพยายามของทีมพาณิชย์ไทยไม่ไร้ผล เมื่อสามารถเจรจาคุ้มกันสินค้าแชมเปี้ยนและสินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมหลักได้ถึง 2,120 รายการ คิดเป็นมูลค่าเกินครึ่งของการส่งออกไปสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม สำหรับกลุ่มสินค้าที่ยังคงได้รับผลกระทบ นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ ได้นำเสนอบทความพิเศษเพื่อชี้แนวทาง “พลิกวิกฤตเป็นโอกาส” เร่งยกระดับมาตรฐานแรงงาน พร้อมกางเข็มทิศยุทธศาสตร์ “3 วงแหวน 5 ประตู” และการรุกตลาดอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน เพื่อเป็นหลักประกันความอยู่รอดและสร้างศักยภาพใหม่ให้กับการส่งออกไทยอย่างยั่งยืน

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII Institute) อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำเสนอบทความพิเศษกรณีผลกระทบจากการที่สหรัฐประกาศเก็บภาษีตอบโต้ประเทศไทย12.5% พร้อมเสนอแนวทางพลิกวิกฤตเป็นโอกาสในการสร้างศักยภาพใหม่การส่งออกของไทยด้วยยุทธศาสตร์ “3 วงแหวน 5 ประตู” และการค้าข้ามพรมแดนเป็นกลยุทธ์สำคัญ

ความพยายามที่ไม่ไร้ผล โอกาสกลางวิกฤต

จากการที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ประกาศคำตัดสินชั้นที่สุด บังคับใช้ภาษีตอบโต้กรณีไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับ โดยจัดเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจากอัตรา MFN อีก 12.5% กับประเทศไทยและอีก 37 ประเทศ เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และจีน โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 (ตามเวลาสหรัฐฯ) นั้น

ในนามของสถาบันเอฟเคไอไอ ขอแสดงความชมเชยและให้กำลังใจทีมพาณิชย์และรัฐบาลไทย ที่ได้ทุ่มเทเจรจาทางการค้าอย่างหนักตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา แม้ผลลัพธ์ในภาพรวมเรายังคงถูกจัดอยู่ในกลุ่ม 12.5% เท่ากับเวียดนาม แต่ผลงานที่ประจักษ์ชัดและต้องบันทึกไว้คือ ความสำเร็จในการผลักดันให้สหรัฐฯ ยินยอมยกเว้นภาษี 12.5% ให้แก่สินค้าส่งออกของไทยมากถึง 2,120 รายการ คิดเป็นมูลค่าเกินกว่าครึ่งหนึ่งของการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ

สินค้าแชมเปี้ยนและสินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมหลักของไทย ที่ได้รับการยกเว้นภาษีอย่างครอบคลุม ได้แก่ 1) วงจรรวม (IC) 2) หน่วยเก็บข้อมูล (HDD) 3) ชิ้นส่วนอากาศยาน 4) ยางธรรมชาติ 5) ยางแผ่น/ยางแท่ง 6) แป้งมันสำปะหลัง 7) สับปะรดสดและแปรรูป 8) ผลไม้สดและแห้ง 9) มะพร้าวสดและน้ำมะพร้าว และ 10) น้ำตาลจากอ้อย

การยกเว้นภาษีในรายการสินค้าหลักทั้ง 10 กลุ่มนี้ นับเป็นเกราะคุ้มกันสำคัญที่รัฐบาลสร้างไว้ให้กับภาคการผลิตและภาคเกษตรกรรมของไทย อย่างไรก็ตาม การทำงานเพื่อชาติต้องก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง สำหรับสินค้าอีกเกือบครึ่งหนึ่งที่ยังคงต้องเผชิญอัตราภาษี 12.5% รัฐบาลและภาคเอกชนจำเป็นต้องจับมือกันนำข้อเสนอแนะใหม่ๆ ไปพิจารณาปรับกลยุทธ์ เพื่อเป็นเข็มทิศทิศทางเดียวกันทั้งหน่วยงานในประเทศ ทูตพาณิชย์ในต่างประเทศ และภาคเอกชนผู้ปฏิบัติการ

1. วิเคราะห์สมรภูมิการค้า : ไทยและเวียดนามยืนในจุดเดียวกัน

ข้อมูลทางการล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ไทยและเวียดนามถูกจัดเก็บภาษี 12.5% เท่ากัน จึงหมดข้อกังวลเรื่องการเสียเปรียบเชิงภาษีให้แก่เวียดนาม ขณะที่ตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดดั้งเดิมหลักยังคงมีสัดส่วนราว 17.2% ของการส่งออกไทยรวม (สถิติช่วงครึ่งแรกปี 2569 ขยายตัว 17.6% มูลค่าส่งออกรวมกว่า 196,741 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) 

ความท้าทายจริงในระยะยาวจึงตกอยู่กับกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมที่ไม่ได้รับการยกเว้น เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งทอ และชิ้นส่วนอุตสาหกรรมบางประเภท ซึ่งคาดว่าอาจกระทบมูลค่าส่งออกไทยปี 2569  ราว 1,800 – 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.3 – 8.4 หมื่นล้านบาท) หากไม่มีการยกระดับมาตรฐานแรงงานบังคับและการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อขอลดอัตราภาษีลงเหลือ 10% หรือต่ำกว่านั้น  ในการทบทวนรอบถัดไป 

2. เข็มทิศเชิงยุทธศาสตร์ :

4 กรอบแนวทางสู้ศึกการค้าโลก สถาบันเอฟเคไอไอ ขอเสนอแนวทางเชิงโครงสร้างและตัวเลขยุทธศาสตร์ที่จับต้องได้ เพื่อให้หน่วยงานรัฐและเอกชนแปรไปสู่การปฏิบัติอย่างแม่นยำ ดังนี้

(1) ยุทธศาสตร์เชิงการทูตพาณิชย์และการเจรจารายรหัส (Trade Diplomacy & Traceability)

            1.1 ขยายผลจาก 2,120 รายการ : ใช้ประโยชน์จากกลุ่มสินค้าที่ได้รับการยกเว้น ถูกเรียกเก็บภาษี 12.5% ทั้ง 10 กลุ่มหลักข้างต้น เร่งอัดฉีดการส่งออกและขยายส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯ ทันที 

            1.2 ตั้งทีมพิเศษแก้โจทย์แรงงาน : เร่งสร้างระบบ Digital Traceability ตลอดห่วงโซ่อุปทานเพื่อการันตีว่าไร้แรงงานบังคับ ใช้เป็นข้อต่อรองกับ USTR ในการขอปรับลดภาษีกลุ่มที่เหลือลงสู่ 10%  หรือต่ำกว่านั้น

(2) ยุทธศาสตร์ “3 วงแหวน 5 ประตู” (Three Rings & Five Gateways) เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง รัฐบาลควรรื้อฟื้นและยกระดับยุทธศาสตร์การค้าข้ามแดน โลจิสติกส์เชิงพื้นที่ และเป้าหมายเชิงตัวเลขอย่างเป็นรูปธรรม

2.1 ยุทธศาสตร์ 3 วงแหวนการค้า (Three Trade Rings)

วงแหวนที่ 1 (ตลาดอาเซียน) : ตลาดใกล้มือซึ่งมีสัดส่วนยอดส่งออกไทยกว่า 23.5% (มูลค่าเฉลี่ยปีละกว่า 65,000–70,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เร่งกระชับความร่วมมือ ATIGA และการค้าชายแดนเพื่อขยายตัวต่อเนื่อง

วงแหวนที่ 2 (ตลาดอาเซียน +6) : ใช้ประโยชน์จาก RCEP ครอบคลุมสัดส่วนกว่า 55% ของการส่งออกไทยรวม โดยเฉพาะตลาดจีน (มูลค่ากว่า 36,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี) ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย (FTAเฉพาะ) ซึ่งเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงและเติบโตเกิน 15% YoY

วงแหวนที่ 3 (ตลาดใหม่ & ขยายมูลค่าในตลาดดั้งเดิม) : เพิ่มมูลค่าสินค้าส่งออกในตลาดหลักอย่าง สหรัฐฯ (เป้าหมาย 55,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) สหภาพยุโรป (EU27) และสหราชอาณาจักร  และตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง (New High-Potential Markets) รุกตลาดตะวันออกกลาง (GCC ขยายตัว 19.3%), ลาตินอเมริกา (ขยายตัว 26.8%), เอเชียใต้/อินเดีย (ขยายตัว 9.2%) และทวีปแอฟริกา เพื่อทดแทนการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง

2.2 ยุทธศาสตร์ 5 ประตูการค้าและโลจิสติกส์ (Five Gateways):

            ประตูภาคเหนือ : เชื่อมโยงการค้าข้ามแดนสู่จีนตอนใต้และอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS)

            ประตูภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : ใช้ประโยชน์จากรถไฟไทย-ลาว-จีน ขนส่งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมสู่จีน เอเซียกลาง และยุโรป

            ประตูภาคใต้ : ขยายการค้าข้ามแดนสู่มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และ และกลุ่มประเทศแปซิฟิกใต้ โดยเฉพาะออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

            ประตูภาคตะวันตก : เปิดประตูสู่เมียนมา เอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา

            ประตูภาคตะวันออก : ชูศักยภาพ EEC และท่าเรือแหลมฉบังเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ส่งออกทางทะเล

(3) เร่งส่งเสริมการค้าอีคอมเมิร์ซข้ามแดนเชิงรุก (Cross-Border E-Commerce: CBEC)

นี่คือ “ทางลัด (Shortcut)” ที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าได้อย่างรวดเร็วและจับต้องได้ที่สุด รัฐบาลต้องเร่งจับมือกับแพลตฟอร์มการค้าระดับโลก (เช่น Amazon, eBay), ระดับภูมิภาค (Shopee, Lazada) และระดับประเทศในตลาดเป้าหมาย (เช่น Tmall, JD.com ในจีน หรือแพลตฟอร์มท้องถิ่นใน GCC และอินเดีย) โดยจัดตั้ง “Thai Pavilion” เป็นโครงการยุทธศาสตร์ ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าส่งออกผ่านช่องทาง CBEC ให้เติบโต 20% – 30% ต่อปี เพื่อช่วยให้ SME ไทยส่งออกตรงสู่ผู้บริโภคทั่วโลกได้โดยไม่ต้องผ่านกำแพงภาษีค้าปลีกแบบเดิม

(4) ปฏิรูปสู่ Bio-Economy และ AI-Driven Manufacturing

            4.1 เปลี่ยนจากการรับจ้างผลิตพื้นฐาน (OEM) ไปสู่สินค้าเทคโนโลยีชีวภาพมูลค่าสูง (Bio-based) และชิ้นส่วน AI/Data Center ซึ่งมีอัตรากำไรสูงเกิน 20% – 35% ดูดซับภาระภาษีได้สบาย 

            4.2 สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้โรงงานนำ Automation และ Ai มาใช้ ลดต้นทุนการผลิตลงอย่างน้อย 15% ชดเชยภาระภาษีข้ามแดน 

บทสรุป : ก้าวต่อไปด้วยเอกภาพและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน

วิกฤตภาษีสหรัฐฯ 12.5% ครั้งนี้ ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็น “ตัวเร่งปฏิกิริยา” ให้ประเทศไทยต้องเร่งยกระดับโครงสร้างการค้า หากรัฐบาลนำบทเรียนและความสำเร็จจากการปกป้องสินค้าสำคัญ 2,120 รายการ มาผนวกเข้ากับยุทธศาสตร์ “3 วงแหวน 5 ประตู” การเจาะตลาดใหม่และการรุก “อีคอมเมิร์ซข้ามแดน (CBEC)” เชื่อมั่นว่าภาคการส่งออกไทยจะสามารถขับเคลื่อนมูลค่าการส่งออกรวมให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนบนเวทีการค้าโลก