
หากพูดถึงประเทศที่มีการเลือกตั้ง “โปร่งใสและมีคุณธรรมที่สุดในโลก” โดยอ้างอิงจากข้อมูลล่าสุดในปี 2025 และ 2026 จากองค์กรระดับโลก เช่น The Electoral Integrity Project (EIP) และ Transparency International (TI) กลุ่มประเทศที่ครองแชมป์มักเป็นกลุ่มประเทศในแถบยุโรปเหนือ (Nordic) คือ
1. เดนมาร์ก (Denmark)
ครองอันดับ 1 อย่างต่อเนื่องในหลายดัชนี ทั้งดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI 2025) ที่ได้คะแนนสูงถึง 89/100 มีความโดดเด่นในเรื่องความเท่าเทียมกันในการเข้าถึงสื่อของพรรคการเมือง และความเป็นอิสระของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
2. ฟินแลนด์ (Finland)
ตามมาเป็นอันดับ 2 ด้วยระบบการเลือกตั้งที่มีความน่าเชื่อถือสูงมาก กระบวนการนับคะแนนเป็นไปอย่างเปิดเผยและตรวจสอบได้จากทุกภาคส่วน
3. นิวซีแลนด์ (New Zealand)
เป็นประเทศนอกยุโรปที่ติดอันดับต้นๆ เสมอ (ได้อันดับ 4 ของโลกในปี 2025) นิวซีแลนด์ขึ้นชื่อเรื่องกฎหมายการบริจาคเงินให้พรรคการเมืองที่เข้มงวดและการจัดการเลือกตั้งที่มีประสิทธิภาพสูง
สรุปอันดับประเทศที่มีความโปร่งใสและมีคุณภาพการเลือกตั้งสูง (2025/2026)
| อันดับ | ประเทศ | จุดเด่น |
| 1 | เดนมาร์ก | ระบบตรวจสอบเข้มข้น คอร์รัปชันต่ำที่สุดในโลก |
| 2 | ฟินแลนด์ | กระบวนการนับคะแนนที่โปร่งใสและได้รับความไว้วางใจสูง |
| 3 | สิงคโปร์ | (ในแง่ CPI) บริหารงานภาครัฐใสสะอาด แต่มีข้อถกเถียงเรื่องความหลากหลายทางการเมือง |
| 4 | นอร์เวย์ | มีเสรีภาพสื่อสูงมาก ช่วยให้การตรวจสอบการเลือกตั้งทำได้รอบด้าน |
| 5 | สวิตเซอร์แลนด์ | การมีส่วนร่วมโดยตรงของประชาชน (Direct Democracy) ที่แข็งแกร่ง |
ปัจจัยที่ทำให้การเลือกตั้งโปร่งใส
- ความเป็นอิสระของ กกต. : คณะกรรมการที่จัดการเลือกตั้งต้องไม่ถูกแทรกแซงจากรัฐบาล
- กฎหมายเงินทุนการเมือง : มีการเปิดเผยที่มาของเงินบริจาคพรรคการเมืองอย่างชัดเจน
- เสรีภาพสื่อ : นักข่าวสามารถรายงานความผิดปกติได้โดยไม่ถูกคุกคาม
- การนับคะแนนที่ตรวจสอบได้ : ประชาชนและอาสาสมัครมีส่วนร่วมในการสังเกตการณ์ทุกขั้นตอน
หากจะเจาะลึกความโปร่งใสแบบที่ประเทศระดับท็อปของโลกเขาทำกัน ต้องแยกดูเป็น 2 ส่วนหลัก คือ “กระบวนการนับคะแนน” หน้างาน และ “กฎหมายการเงิน” ที่อยู่เบื้องหลัง
1. เกณฑ์การนับคะแนนที่โปร่งใส (Vote Counting Standards)
ในประเทศอย่างเดนมาร์กหรือฟินแลนด์ ความโปร่งใสไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีล้ำสมัย แต่อยู่ที่ “การเปิดเผยแบบ Real-time” และ “การมีส่วนร่วม”
- Decentralized Counting (การนับคะแนนแบบกระจายตัว) : คะแนนจะถูกนับทันทีที่หน่วยเลือกตั้งหลังจากปิดหีบ ไม่มีการเคลื่อนย้ายหีบไปนับที่ส่วนกลาง เพื่อป้องกัน “บัตรเขย่ง” หรือบัตรหายระหว่างทาง
- Public Observation (การสังเกตการณ์โดยสาธารณะ) : ประชาชนทั่วไป สื่อ และตัวแทนพรรคการเมือง สามารถยืนดูการขานคะแนนได้ในระยะประชิด และสามารถบันทึกภาพ/วิดีโอได้โดยไม่มีข้อห้ามทางกฎหมาย
- Machine-Readable Open Data : ผลคะแนนที่ส่งเข้ามายังส่วนกลางจะถูกประกาศบนเว็บไซต์ในรูปแบบไฟล์ที่คอมพิวเตอร์อ่านได้ (เช่น CSV หรือ JSON) เพื่อให้นักวิชาการหรือภาคประชาชนนำไปตรวจสอบสูตรการคำนวณได้ทันที
- Post-Election Audit : มีระบบสุ่มตรวจ (Audit) หลังเลือกตั้งเสร็จสิ้น เพื่อยืนยันว่าคะแนนในระบบดิจิทัลตรงกับบัตรใบจริงที่เก็บไว้
2. กฎหมายพรรคการเมืองและการเงิน (Political Party Laws)
นี่คือจุดที่คัดเกรด “ประชาธิปไตยคุณภาพสูง” ออกจาก “ประชาธิปไตยฉาบฉวย” โดยมีเกณฑ์สำคัญดังนี้
การเปิดเผยแหล่งที่มาของเงิน (Transparency of Funding)
- เกณฑ์นิวซีแลนด์ (2026) : กฎหมายบังคับให้พรรคการเมืองต้องรายงานเงินบริจาคที่เกิน $1,500 (ประมาณ 33,000 บาท) ต่อสาธารณะทันที หากเป็นเงินบริจาคจำนวนมาก (เกิน $20,000) ต้องรายงานภายในระยะเวลาสั้นๆ (ไม่กี่วัน) เพื่อให้ประชาชนรู้ว่า “ใครหนุนหลังใคร” ก่อนจะไปลงคะแนน
- การห้ามเงินบริจาคจากต่างชาติ : แทบทุกประเทศที่โปร่งใสจะสั่งห้ามรับเงินจากบุคคลหรือนิติบุคคลต่างชาติโดยเด็ดขาด (นิวซีแลนด์จำกัดไม่เกิน $50 เท่านั้น)
การจำกัดเพดานการใช้เงิน (Spending Caps)
เพื่อป้องกันไม่ให้ “คนรวย” ซื้อเสียงผ่านโฆษณาได้มากกว่าพรรคเล็ก หลายประเทศจะกำหนดเพดานการใช้เงินหาเสียงไว้อย่างเคร่งครัด หากใช้เกินจะถูกตัดสิทธิ์หรือยุบพรรคทันที
เงินอุดหนุนจากรัฐ (State Subsidies)
ในฟินแลนด์และนอร์เวย์ รัฐจะให้เงินสนับสนุนพรรคการเมืองตามสัดส่วนคะแนนเสียงที่ได้รับ เพื่อให้พรรคการเมืองไม่ต้องไปพึ่งพา “นายทุน” มากจนเกินไปจนเสียอุดมการณ์
ตารางเปรียบเทียบ : กฎหมายการเงินพรรคการเมือง
| หัวข้อ | ประเทศทั่วไป (พัฒนาแล้ว) | ประเทศที่โปร่งใสสูง (Nordic/NZ) |
| การเปิดเผยชื่อผู้บริจาค | เปิดเผยเฉพาะยอดใหญ่มากๆ | เปิดเผยแทบทั้งหมด (เกณฑ์ต่ำมาก) |
| เงินบริจาคจากต่างชาติ | จำกัดจำนวน | ห้ามเด็ดขาด (หรือแทบไม่ได้เลย) |
| การตรวจสอบบัญชี | ตรวจสอบปีละครั้ง | ตรวจสอบแบบ Real-time ในช่วงเลือกตั้ง |
| การเข้าถึงสื่อ | ซื้อโฆษณาได้ตามกำลังเงิน | รัฐจัดสรรเวลาสื่อสาธารณะให้เท่าเทียมกัน |
สรุป ความโปร่งใสเกิดจาก “กฎหมายที่บังคับให้เปิดเผยข้อมูล” ผสมกับ “เทคโนโลยีที่ประชาชนเข้าถึงได้” นั่นเอง





























