คลินิกแก้หนี้ by SAM ปลดล็อก “หนี้เสีย” คืนอิสรภาพทางการเงินให้คนไทย

175

หลายคนกำลังเผชิญกับ “หนี้ NPL” ทั้งจากบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคลที่รุมเร้าจนหาทางออกไม่เจอ ดอกเบี้ยที่พุ่งสูงกับการถูกทวงถามรายวัน กลายเป็นกับดักฝันร้ายไม่รู้จบ

แต่รู้หรือไม่? บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย ได้กางปีกปกป้องและยื่นมือเข้ามาเป็น “เพื่อนคู่คิด” ผ่านโครงการ “คลินิกแก้หนี้ by SAM” ที่เปรียบเสมือนโรงพยาบาลใหญ่ช่วยผ่าตัดหนี้เน่า ให้กลับมาเป็นหนี้ดีได้อีกครั้ง

โครงการ “คลินิกแก้หนี้ by SAM” เป็นโครงการที่จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่มีปัญหาหนี้เสีย (NPL) ในกลุ่มบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน โดยมีหน่วยงานหลักคือ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM เป็นผู้ดำเนินการภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย

วัตถุประสงค์ของโครงการคือการรวบรวมหนี้เสียจากเจ้าหนี้หลายราย (ธนาคารและ Non-bank ที่เข้าร่วมโครงการ) มาไว้ที่เดียว เปลี่ยนจากดอกเบี้ยที่สูงและยอดผ่อนชำระที่จัดการยาก ให้เป็นการผ่อนชำระตามความสามารถจริง ในอัตราดอกเบี้ยที่ผ่อนปรน ช่วยให้ลูกหนี้ไม่ต้องหนีหนี้ และสามารถกลับเข้าสู่ระบบการเงินปกติได้ในอนาคต

ผู้ที่สามารถเข้าร่วมโครงการ ต้องเป็นบุคคลธรรมดาที่มีรายได้ และอายุไม่เกิน 70 ปี (รวมระยะเวลาผ่อนชำระ) ต้องไม่เป็นบุคคลที่ถูกศาลพิพากษาล้มละลาย หรืออยู่ระหว่างกระบวนการฟ้องร้องที่ยังไม่สิ้นสุด (ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของแต่ละเคส) เป็นหนี้เสีย (NPL) ค้างชำระเกินกว่า 90 วัน (ตามรายงานเครดิตบูโร ณ เดือนที่สมัครต้องมีสถานะค้างชำระ) เป็นหนี้ประเภท บัตรเครดิต, บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน ยอดเงินต้นคงเหลือรวมกันทุกแห่ง ไม่เกิน 2 ล้านบาท

สำหรับสิทธิประโยชน์เมื่อเข้าร่วมโครงการ คลินิกแก้หนี้ by SAM จะคิดอัตราดอกเบี้ยเพียง 3% – 5% ต่อปี (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของโครงการ อาทิ ไม่เกิน 4 ปี ดอกเบี้ยประมาณ 3% ต่อปี 4 – 7 ปี ดอกเบี้ยประมาณ 4% ต่อปี 7 – 10 ปี ดอกเบี้ยประมาณ 5% ต่อปี) ซึ่งต่ำกว่าดอกเบี้ยบัตรเครดิตปกติอย่างมาก สามารถผ่อนชำระได้นานสูงสุดถึง 10 ปี ช่วยลดความตึงเครียดจากการถูกติดตามหนี้จากเจ้าหนี้หลายทาง

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าร่วมโครงการแล้ว ลูกหนี้จะไม่สามารถขอสินเชื่อใหม่ได้ ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง (โดยทั่วไปคือ 5 ปีแรก หรือจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้นตามเงื่อนไข) เพื่อเป็นการสร้างสมดุลทางการเงินและป้องกันการเกิดหนี้ซ้ำซ้อน

ตลอดระยะเวลานับตั้งแต่เริ่มโครงการ คลินิกแก้หนี้ by SAM ในปี 2560 โครงการประสบความสำเร็จอย่างมาก เป็นกลไกหลักในการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนของประเทศไทย โดยมีสถิติและตัวชี้วัดความสำเร็จในการช่วยเหลือลูกหนี้ (สะสม) อย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุดพบว่าโครงการสามารถช่วยคนไทยให้หลุดพ้นจากวงจรหนี้เสียได้ในวงกว้าง มีผู้ลงนามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้สะสมแล้วกว่า 55,000 ราย (หรือประมาณ 155,000 บัญชี) ช่วยเหลือแก้ไขหนี้สะสมรวมแล้วกว่า 10,000 – 11,000 ล้านบาท ลูกหนี้สามารถชำระหนี้จนจบโครงการ (ปิดบัญชี) แล้วกว่า 2,000 ราย และที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่สามารถผ่อนชำระเสร็จสิ้นได้ก่อนกำหนดของสัญญาเดิม ซึ่งสถิติระบุว่าค่าเฉลี่ยการผ่อนชำระค่างวดของลูกค้าในโครงการอยู่ที่ประมาณ 2,400 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นระดับที่ลูกหนี้ส่วนใหญ่สามารถบริหารจัดการได้จริงโดยไม่เสียคุณภาพชีวิต เมื่อชำระเสร็จสิ้น เปลี่ยนจาก “หนี้เสีย” กลับมาเป็น “หนี้ปกติ” ในระบบเครดิตบูโร ทำให้สามารถกลับไปทำธุรกรรมทางการเงินหรือขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย/ประกอบอาชีพได้ในอนาคต

ความสำเร็จที่สำคัญอีกประการคือการปรับเกณฑ์เพื่อรับมือกับสภาวะเศรษฐกิจ ด้วยการขยายความครอบคลุม จากเดิมที่รับเฉพาะหนี้เสียก่อนปี 2565 ปัจจุบันได้ขยายให้ครอบคลุมถึงผู้ที่เป็นหนี้เสีย (NPL) ค้างชำระเกิน 120 วัน (นับตามสถานะเครดิตบูโรปัจจุบัน) ทำให้มียอดผู้สมัครเพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว มีการออกมาตรการช่วยเหลือพิเศษในช่วงวิกฤต เช่น มาตรการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยในช่วงที่เกิดภัยพิบัติหรือวิกฤตเศรษฐกิจ

ความสำเร็จของ คลินิกแก้หนี้ by SAM วัดกันที่ “จำนวนคนที่กลับมามีที่ยืนในระบบการเงินได้ใหม่” ซึ่งโครงการนี้ถูกจัดว่าเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของธนาคารแห่งประเทศไทย ในการแก้ปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนอย่างยั่งยืน