ผลิตภัณฑ์น้ำหอมจากขนแพะ ผลงานขับเคลื่อนนโยบาย BCG

175

นวัตกรรมการสกัดขนแพะมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์น้ำหอม สำเร็จเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ผ่านการดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนาสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตจากแพะ  (การสกัดแยกกลิ่นและศึกษา Male Pheromone จากขนแพะเหลือทิ้ง)  เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมน้ำหอมและเครื่องสำอางในอนาคต  โดยผลิตภัณฑ์น้ำหอมที่พัฒนาสำเร็จมีกลิ่นเฉพาะตัว  โดดเด่น  และลอกเลียนแบบยาก  

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดย  ดร.ขนิษฐา  ชวนะนรเศรษฐ์  นักวิจัย  ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร  วว. นำเสนอผลงานวิจัยพัฒนา “ผลิตภัณฑ์น้ำหอมจากขนแพะ : HIRCUS” ในเวที Research Expo Talk  กิจกรรมเปิดบ้านงานวิจัยและนวัตกรรม ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2564 ซึ่งจัดโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)  ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2564 ณ ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์

ทั้งนี้ทีมนักวิจัยพบว่า เมื่อนำขนแพะมาสารสกัด มีกลิ่นหอมที่สามารถนำไปพัฒนาเป็นน้ำหอมได้ เนื่องจากมีกรดไขมัน (Fatty acid) สูง และมีสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxident)  เมื่อนำมาพัฒนาเป็นน้ำหอม นอกจากได้เป็นกลิ่นน้ำหอมแล้ว ยังสามารถนำมาใช้เป็นส่วนผสมของน้ำหอมและเครื่องสำอางในระดับอุตสาหกรรมได้ หากนำมาใช้แพร่หลายจะทำให้เกิดความต้องการจากท้องถิ่นและทำให้ขนแพะมีมูลค่าสูงสามารถจำหน่ายได้ นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมนโยบาย BCG  ในการเป็น Circular  Economy  สามารถสร้างมูลค่าให้กับวัสดุเหลือทิ้ง และทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่สร้างสรรค์ มีคุณค่า ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจของชุมชนดีขึ้น  อีกทั้งยังจะช่วยส่งเสริม วิทยาศาสตร์  เทคโนโลยีและนวัตกรรม ของประเทศเพื่อการแข่งขันกับนานาชาติ และยังเป็นการส่งเสริมการพัฒนาทางด้านสังคมเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ที่เป็น Green  Economy ในนโยบาย BCG

“…การวิจัยซื้อขนแพะจากจังหวัดกระบี่มาราคา 1,000 บาท  ในกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้องใช้ขนแพะปริมาณ 100 กรัม จะได้สารสกัด 0.5 มิลลิกรัม  ผลิตเป็นน้ำหอมได้  3  ขวด  สามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์น้ำหอมได้ประมาณ 9 กลิ่น เป็นกลิ่นสำหรับผู้หญิง  7  กลิ่น และกลิ่นสำหรับผู้ชาย  2  กลิ่น ขณะนี้มีความพร้อมในการถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่ผู้ประกอบการและผู้สนใจทั่วไป หรือเป็นที่ปรึกษาเพื่อทำน้ำหอมเฉพาะส่วนบุคคล ส่วนการพัฒนาต่อจากนี้อาจเป็นการนำสิ่งที่เหลืออยู่ ได้แก่ ขนแพะที่เหลือจากการสกัดสารออกแล้ว หรือ ขนแพะที่สะอาดแล้ว โดยอาจจะทำเป็นผลิตภัณฑ์แปรงปัดแก้มขนแพะ ซึ่งมีราคาแพงในตลาดต่างประเทศ และอาจพัฒนาการใช้ประโยชน์ในรูปแบบเทคโนโลยีเอนแคปซูเลชัน (encapsulation technology) ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง  ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาจากโครงการวิจัยนี้สามารถนำกลับไปใช้ในพื้นที่ เนื่องจากโครงการวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการท่องเที่ยวของชุมชนในจังหวัดกระบี่ เช่น อาจนำไปใช้ในกิจการโรงแรมและสถานประกอบการต่างๆ เป็นต้น…” ดร.ขนิษฐา กล่าว

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและรับบริการจาก  ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร  วว.  ติดต่อได้ที่ โทร. 0-2577-9000  Email : tistr@tistr.or.th  เว็บไซต์  www.tistr.or.th