Asset Warehouse..ฤาจะเป็นทางออกสุดท้ายต่อลมหายใจธุรกิจโรงแรม

2413
ภาพ : อินเตอร์เน็ต

ธุรกิจโรงแรมและที่พักเป็นหนึ่งในห่วงโซ่ของภาคการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์โควิด-19 ซึ่งที่ผ่านมา จนกระทั่งถึง ณ ขณะนี้ หน่วยงานรัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวเนื่องได้ทยอยออกมาตรการช่วยเหลือธุรกิจโรงแรมมาต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้มีการพูดถึงการทำ Asset Warehouse ธุรกิจ เพื่อเปิดทางเลือกให้กับเจ้าของโรงแรมในการขายกิจการเพื่อ Freeze ส่วนสูญเสีย และมีโอกาสซื้อกิจการคืนในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อเริ่มมีการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติสู่ระดับปกติอีกครั้ง

ที่ผ่านมา ภาครัฐมีมาตรการช่วยเหลือโรงแรมในหลายส่วน ได้แก่ มาตรการเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการ คือ โครงการ Soft Loans ซึ่งได้มีการปรับเงื่อนไขระยะเวลาการขอรับสินเชื่อจนถึงกลางปี 2564 การขยายวงเงินขอสินเชื่อ เพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและเล็ก ตลอดจนมาตรการการขยายระยะเวลาการพักชำระหนี้ (Debt Holidays) ซึ่งขยายระยะเวลามาถึงปี 2564 ที่ครอบคลุมในทุกกลุ่มผู้ประกอบการทั้งขนาดกลางและเล็ก ตลอดจนผู้ประกอบการรายใหญ่

นอกจากนี้ยังมีในส่วนของมาตรการการแบ่งเบาภาระรายจ่ายผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม คือ มาตรการยกเว้นการจัดเก็บค่าธรรมเนียมโรงแรมปีละ 40 บาทต่อห้องพักตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2565 รวมถึงมาตรการกระตุ้นตลาดท่องเที่ยวในประเทศ ได้แก่ โครงการเราเที่ยวด้วยกัน สนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านที่พัก ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว รวมถึงสนับสนุนค่าโดยสารเครื่องบินส่วนหนึ่ง เป็นต้น

            ซึ่งสะท้อนความพยายามของภาครัฐในการช่วยเหลือผู้ประกอบการตั้งแต่ขนาดใหญ่ไปจนถึงขนาดกลางและเล็ก เพียงแต่สถานการณ์การระบาดระลอกใหม่และการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวที่อาจต้องใช้เวลานาน ทำให้แผลลึกขึ้น จึงจำเป็นต้องหามาตรการเพิ่มเติมเพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ

มาตรการ Asset Warehousing เป็นหนึ่งในทางออกสำหรับธุรกิจโรงแรม แต่คงต้องรอความชัดเจนในหลายประเด็น โดยจากการที่ทางการและธนาคารพาณิชย์ร่วมมือผลักดันมาตรการ Asset Warehousing หรือ ‘โกดังเก็บหนี้’ นั้น แม้ว่ารายละเอียดเบื้องต้นสะท้อนว่า Asset Warehousing อาจออกมาในรูปการขายหรือขายฝากสินเชื่อธุรกิจโรงแรมให้กับสถาบันการเงินในราคาและเงื่อนไขที่ตกลงกัน มากกว่าการจัดตั้งเป็นบริษัทใหม่ขึ้นมาเป็นการเฉพาะเพื่อรับโอนหนี้จากธนาคารพาณิชย์ แต่วัตถุประสงค์หลักคงไม่ต่างกัน นั่นคือการขายโรงแรม/โอนกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของในโรงแรมดังกล่าวให้สถาบันการเงิน จะช่วยลดภาระการจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยให้กับผู้ประกอบการ อันจะช่วยทำให้มีสภาพคล่องทางอ้อมเพิ่มขึ้น และ/หรือลดภาระจากการแบกต้นทุนรายจ่ายของโรงแรมในแต่ละเดือนในจังหวะที่สถานการณ์ผู้เข้าพักลดลงมาดังเช่นในปัจจุบัน ขณะที่เปิดทางเลือกให้ผู้ประกอบการสามารถซื้อโรงแรมคืนได้เมื่อสถานการณ์คลี่คลายขึ้นจนเข้าสู่ภาวะปกติ รวมถึงสิทธิในการให้ผู้ประกอบการรายเดิมเช่าเพื่อดำเนินธุรกิจและดูแลโรงแรมให้ยังคงอยู่ในสภาพดี

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ ยังมีหลายเรื่องที่ต้องรอความชัดเจน ได้แก่

ผู้ประกอบการกลุ่มใดสนใจจะเข้าโครงการ Asset Warehousing โดยหากเป็นผู้ประกอบการในพื้นที่ศักยภาพและยังมีสายป่านทางการเงินที่ดีโดยอาจมาจากธุรกิจประเภทอื่นๆ นอกเหนือจากโรงแรมและที่พักนั้น อาจเลือกคงสภาพความเป็นเจ้าของในธุรกิจและขอรับการปรับโครงสร้างหนี้จากสถาบันการเงินมากกว่า  ในขณะที่ฝั่งสถาบันการเงินคงประเมินลูกค้าที่เข้าโครงการจากความสามารถและศักยภาพในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ ซึ่งแปรผันตามขนาดกิจการ พื้นที่ให้บริการ รวมถึงแนวทางการทำธุรกิจเฉพาะสำหรับโรงแรมแต่ละแห่ง เพื่อบ่งชี้ถึงโอกาสการกลับมาสร้างรายได้ในอนาคตของกิจการ

ราคาขายหรือราคาโอนกรรมสิทธิ์ ว่าจะเป็นไปตามวงเงินสินเชื่อที่มีกับธนาคารพาณิชย์หรือไม่ และกิจการมีหลักประกันส่วนเกินหรือไม่และมากน้อยเพียงใด

ราคาซื้อคืน-ค่าประกันภัยที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเงื่อนไขที่ผู้ประกอบการจะเช่าเพื่อดำเนินธุรกิจต่อ

การยกเว้นหรือผ่อนปรนภาระภาษีและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องจากการโอนหนี้ที่จะเกิดขึ้น ทั้งขาแรกและขาหลังที่ผู้ประกอบการซื้อคืนโรงแรม

ระยะเวลาโครงการนานเพียงพอที่จะรองรับความเสี่ยงจากสถานการณ์โควิดและการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวหรือไม่ ซึ่งอย่างน้อยควรนานกว่า 3-5 ปี

มีการผ่อนปรนเกณฑ์การจัดชั้นหนี้และตั้งสำรองหนี้/ทรัพยสินรอการขายสำหรับสถาบันการเงินหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด เนื่องจากจะมีผลโดยตรงต่อต้นทุนโดยรวมและความสามารถของสถาบันการเงินในการรับซื้อโรงแรม และปล่อยสภาพคล่องเพิ่มเติมให้กับผู้ประกอบการ

ส่วนประเด็นการเพิ่มสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการสำหรับการดูแลรักษาสภาพโรงแรมให้พร้อมใช้งานนั้น หากต้องการให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำพิเศษเพื่อไม่ให้เป็นภาระกับผู้ประกอบการมากเกินไปในภาวะที่สถานการณ์การท่องเที่ยวยังไม่กลับสู่ภาวะปกตินั้น คงมีความจำเป็นต้องมีแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำและกลไกการลด/ชดเชยความเสี่ยงเครดิตของผู้ประกอบการร่วมด้วย เช่น กลไก บสย. การปรับปรุงมาตรการ Soft Loans ของ ธปท. (ช่วยเรื่องเงินทุนต้นทุนต่ำและการชดเชยความเสียหายหลังจบโครงการ) หรือการสนับสนุนเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เป็นต้น

ทั้งนี้ บทสรุปของเงื่อนไขต่างๆ ข้างต้น จะเป็นตัวกำหนดการตอบสนองของผู้ประกอบการว่าจะเลือกเข้ามาตรการ Asset Warehousing เพื่อคงโอกาสในการทำธุรกิจโรงแรมของตนหรือไม่ โดยเปรียบเทียบกับไพ่อื่นๆ ที่มีอยู่ในมือปัจจุบัน รวมถึงกำหนดการมีส่วนร่วมของสถาบันการเงินในการดูแลลูกค้าภายใต้มาตรการดังกล่าว ซึ่งเชื่อว่าปัจจุบัน ภาครัฐและสถาบันการเงินอยู่ระหว่างการหาข้อสรุปของรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มาตรการมีประสิทธิผลสูงสุด

อย่างไรก็ดี มาตรการส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ธุรกิจจดทะเบียน แต่ในทางปฏิบัติธุรกิจโรงแรมมีกลุ่มที่ไม่จดทะเบียนอยู่อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งอาจจะต้องอาศัยมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ อาทิ มาตรการสำหรับลูกหนี้รายย่อย และมาตรการของสถาบันการเงินเฉพาะกิจเสริมเข้าไปแทน

ข้อมูล : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย