
หลายคนกำลังเผชิญกับ “หนี้ NPL” ทั้งจากบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคลที่รุมเร้าจนหาทางออกไม่เจอ ดอกเบี้ยที่พุ่งสูงกับการถูกทวงถามรายวัน กลายเป็นกับดักฝันร้ายไม่รู้จบ
แต่รู้หรือไม่? บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย ได้กางปีกปกป้องและยื่นมือเข้ามาเป็น “เพื่อนคู่คิด” ผ่านโครงการ “คลินิกแก้หนี้ by SAM” ที่เปรียบเสมือนโรงพยาบาลใหญ่ช่วยผ่าตัดหนี้เน่า ให้กลับมาเป็นหนี้ดีได้อีกครั้ง
โครงการ “คลินิกแก้หนี้ by SAM” เป็นโครงการที่จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่มีปัญหาหนี้เสีย (NPL) ในกลุ่มบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน โดยมีหน่วยงานหลักคือ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM เป็นผู้ดำเนินการภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย
วัตถุประสงค์ของโครงการคือการรวบรวมหนี้เสียจากเจ้าหนี้หลายราย (ธนาคารและ Non-bank ที่เข้าร่วมโครงการ) มาไว้ที่เดียว เปลี่ยนจากดอกเบี้ยที่สูงและยอดผ่อนชำระที่จัดการยาก ให้เป็นการผ่อนชำระตามความสามารถจริง ในอัตราดอกเบี้ยที่ผ่อนปรน ช่วยให้ลูกหนี้ไม่ต้องหนีหนี้ และสามารถกลับเข้าสู่ระบบการเงินปกติได้ในอนาคต
ผู้ที่สามารถเข้าร่วมโครงการ ต้องเป็นบุคคลธรรมดาที่มีรายได้ และอายุไม่เกิน 70 ปี (รวมระยะเวลาผ่อนชำระ) ต้องไม่เป็นบุคคลที่ถูกศาลพิพากษาล้มละลาย หรืออยู่ระหว่างกระบวนการฟ้องร้องที่ยังไม่สิ้นสุด (ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของแต่ละเคส) เป็นหนี้เสีย (NPL) ค้างชำระเกินกว่า 90 วัน (ตามรายงานเครดิตบูโร ณ เดือนที่สมัครต้องมีสถานะค้างชำระ) เป็นหนี้ประเภท บัตรเครดิต, บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน ยอดเงินต้นคงเหลือรวมกันทุกแห่ง ไม่เกิน 2 ล้านบาท
สำหรับสิทธิประโยชน์เมื่อเข้าร่วมโครงการ คลินิกแก้หนี้ by SAM จะคิดอัตราดอกเบี้ยเพียง 3% – 5% ต่อปี (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของโครงการ อาทิ ไม่เกิน 4 ปี ดอกเบี้ยประมาณ 3% ต่อปี 4 – 7 ปี ดอกเบี้ยประมาณ 4% ต่อปี 7 – 10 ปี ดอกเบี้ยประมาณ 5% ต่อปี) ซึ่งต่ำกว่าดอกเบี้ยบัตรเครดิตปกติอย่างมาก สามารถผ่อนชำระได้นานสูงสุดถึง 10 ปี ช่วยลดความตึงเครียดจากการถูกติดตามหนี้จากเจ้าหนี้หลายทาง
อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าร่วมโครงการแล้ว ลูกหนี้จะไม่สามารถขอสินเชื่อใหม่ได้ ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง (โดยทั่วไปคือ 5 ปีแรก หรือจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้นตามเงื่อนไข) เพื่อเป็นการสร้างสมดุลทางการเงินและป้องกันการเกิดหนี้ซ้ำซ้อน
ตลอดระยะเวลานับตั้งแต่เริ่มโครงการ คลินิกแก้หนี้ by SAM ในปี 2560 โครงการประสบความสำเร็จอย่างมาก เป็นกลไกหลักในการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนของประเทศไทย โดยมีสถิติและตัวชี้วัดความสำเร็จในการช่วยเหลือลูกหนี้ (สะสม) อย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุดพบว่าโครงการสามารถช่วยคนไทยให้หลุดพ้นจากวงจรหนี้เสียได้ในวงกว้าง มีผู้ลงนามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้สะสมแล้วกว่า 55,000 ราย (หรือประมาณ 155,000 บัญชี) ช่วยเหลือแก้ไขหนี้สะสมรวมแล้วกว่า 10,000 – 11,000 ล้านบาท ลูกหนี้สามารถชำระหนี้จนจบโครงการ (ปิดบัญชี) แล้วกว่า 2,000 ราย และที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่สามารถผ่อนชำระเสร็จสิ้นได้ก่อนกำหนดของสัญญาเดิม ซึ่งสถิติระบุว่าค่าเฉลี่ยการผ่อนชำระค่างวดของลูกค้าในโครงการอยู่ที่ประมาณ 2,400 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นระดับที่ลูกหนี้ส่วนใหญ่สามารถบริหารจัดการได้จริงโดยไม่เสียคุณภาพชีวิต เมื่อชำระเสร็จสิ้น เปลี่ยนจาก “หนี้เสีย” กลับมาเป็น “หนี้ปกติ” ในระบบเครดิตบูโร ทำให้สามารถกลับไปทำธุรกรรมทางการเงินหรือขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย/ประกอบอาชีพได้ในอนาคต
ความสำเร็จที่สำคัญอีกประการคือการปรับเกณฑ์เพื่อรับมือกับสภาวะเศรษฐกิจ ด้วยการขยายความครอบคลุม จากเดิมที่รับเฉพาะหนี้เสียก่อนปี 2565 ปัจจุบันได้ขยายให้ครอบคลุมถึงผู้ที่เป็นหนี้เสีย (NPL) ค้างชำระเกิน 120 วัน (นับตามสถานะเครดิตบูโรปัจจุบัน) ทำให้มียอดผู้สมัครเพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว มีการออกมาตรการช่วยเหลือพิเศษในช่วงวิกฤต เช่น มาตรการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยในช่วงที่เกิดภัยพิบัติหรือวิกฤตเศรษฐกิจ
ความสำเร็จของ คลินิกแก้หนี้ by SAM วัดกันที่ “จำนวนคนที่กลับมามีที่ยืนในระบบการเงินได้ใหม่” ซึ่งโครงการนี้ถูกจัดว่าเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของธนาคารแห่งประเทศไทย ในการแก้ปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนอย่างยั่งยืน





























