หมดยุคแบกหนี้จนลืมลืมตาอ้าปากไม่ได้! สำหรับใครที่กำลังมองหาทางออกจากวงจรหนี้เสีย... บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM เดินหน้าเชิงรุก ผนึกกำลังกับ ศาลแพ่งตลิ่งชัน ร่วมมือแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนแบบจัดเต็ม จัดงานสัญจร "ปิดหนี้ไวใกล้บ้าน" ในวันที่ 20-21 มิถุนายน 2569 นี้
งานนี้เปิดโอกาสให้ลูกหนี้รายย่อยที่ต้องการปลดล็อกตัวเอง พลิกฟื้นสถานะทางการเงินให้กลับมาเริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้ง ด้วยมาตรการสุดพิเศษที่เน้นช่วยให้ "ปิดจบได้จริงตามกำลัง"
คิดเฉพาะ "เงินต้น" ดอกเบี้ย-ค่าธรรมเนียมไม่เกี่ยว!
ความพิเศษของโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” คือการคำนวณภาระหนี้จาก ยอดเงินต้นเท่านั้น (ตัดเรื่องดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมที่เคยงอกเงยออกไปเลย) โดยมี 2 ทางเลือก ให้เลือกตามสภาพคล่องของตัวเอง
ทางเลือกการชำระหนี้ส่วนลดที่จะได้รับเงื่อนไขและระยะเวลาตัวอย่าง (หากมีเงินต้น 10,000 บาท)แบบที่ 1 : "จ่าย ปิด จบ"ลดเงินต้นทันที 50%ชำระเสร็จสิ้นภายใน 31 ธ.ค. 2569จ่ายเพียง 5,000 บาท ปิดบัญชีทันทีแบบที่ 2...
หลายคนกำลังเผชิญกับ “หนี้ NPL” ทั้งจากบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคลที่รุมเร้าจนหาทางออกไม่เจอ ดอกเบี้ยที่พุ่งสูงกับการถูกทวงถามรายวัน กลายเป็นกับดักฝันร้ายไม่รู้จบ
แต่รู้หรือไม่? บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย ได้กางปีกปกป้องและยื่นมือเข้ามาเป็น "เพื่อนคู่คิด" ผ่านโครงการ “คลินิกแก้หนี้ by SAM” ที่เปรียบเสมือนโรงพยาบาลใหญ่ช่วยผ่าตัดหนี้เน่า ให้กลับมาเป็นหนี้ดีได้อีกครั้ง
โครงการ “คลินิกแก้หนี้ by SAM” เป็นโครงการที่จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่มีปัญหาหนี้เสีย (NPL) ในกลุ่มบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน โดยมีหน่วยงานหลักคือ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM เป็นผู้ดำเนินการภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย
วัตถุประสงค์ของโครงการคือการรวบรวมหนี้เสียจากเจ้าหนี้หลายราย (ธนาคารและ Non-bank ที่เข้าร่วมโครงการ) มาไว้ที่เดียว เปลี่ยนจากดอกเบี้ยที่สูงและยอดผ่อนชำระที่จัดการยาก ให้เป็นการผ่อนชำระตามความสามารถจริง ในอัตราดอกเบี้ยที่ผ่อนปรน ช่วยให้ลูกหนี้ไม่ต้องหนีหนี้ และสามารถกลับเข้าสู่ระบบการเงินปกติได้ในอนาคต
ผู้ที่สามารถเข้าร่วมโครงการ ต้องเป็นบุคคลธรรมดาที่มีรายได้...
รายงานล่าสุดจาก Allianz Research ระบุว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเข้ามาพลิกโฉมโครงสร้างการค้าโลกอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่กำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางใหม่ของห่วงโซ่อุปทานด้าน AI ขณะที่ประเทศไทยเริ่มมีบทบาทโดดเด่นในฐานะหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในภูมิภาค
รายงานชี้ว่า มูลค่าการค้าสินค้าและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั่วโลก เติบโตขึ้นกว่า 280% ในช่วงปี 2014–2025 แตะระดับ 3.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นประมาณ 15% ของมูลค่าการค้าโลกทั้งหมด ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่สูงกว่าการค้าสินค้าทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงบทบาทของ AI ที่กำลังกลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกยุคใหม่
ไทยก้าวขึ้นเป็น “ดาวรุ่ง” ในห่วงโซ่อุปทาน AI โลก
ประเทศไทยมีอัตราการเติบโตของการส่งออกสินค้า AI สูงถึง 49% ในปี 2025 นับเป็นหนึ่งในประเทศที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาค ร่วมกับมาเลเซียและฟิลิปปินส์ ซึ่งกำลังก้าวขึ้นมาเป็น “ฐานการผลิตใหม่” ของโลกในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI
ทั้งนี้ กลุ่มประเทศดังกล่าวมีสัดส่วนรวมกันประมาณ 11% ของมูลค่าการค้า AI ทั่วโลก และมีส่วนสร้างมูลค่าการค้าส่วนเพิ่มถึง 18%...
ในอดีต "การมีรถยนต์ส่วนตัว" อาจเป็นเครื่องหมายแสดงความสำเร็จและฐานะ แต่สำหรับปี 2569 นิยามของความมั่งคั่งได้เปลี่ยนไปสู่การมี "อิสระในการเข้าถึง" ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่คือการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่น่าจับตามองที่สุดในรอบทศวรรษ
เมื่อ "การซื้อ" คือภาระ แต่ "การเช่า" คือไลฟ์สไตล์
กลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z และ Millennials (อายุต่ำกว่า 45 ปี) เริ่มมองว่าการเป็นหนี้ผูกพัน 5-7 ปีเพื่อรถหนึ่งคันในสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนคือความเสี่ยง โมเดล Monthly Subscription จึงกลายเป็น "ทางรอด" และ "ทางเลือก" ที่ชาญฉลาด เดือนนี้โสดขับ City Car เดือนหน้ามีโปรเจกต์ต่างจังหวัดเปลี่ยนเป็น SUV สัญญาระยะสั้นช่วยตอบโจทย์ความยืดหยุ่นได้ทันที
EV Rental ทดลองก่อนลงสนามจริง
ปี 2569 คือปีที่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ครองเมืองอย่างแท้จริง แต่ด้วยความที่หลายคนยังกังวลเรื่องแบตเตอรี่หรือสถานีชาร์จ การ "เช่าเพื่อลองใช้" จึงกลายเป็นมาตรฐานใหม่...
ประเด็นเรื่องประเทศไทย "หลุดโผ" หรือไม่ติดอันดับในดัชนีโอกาสด้านการลงทุนโลก (Global Opportunity Index : GOI) ประจำปี 2569 ของ Milken Institute เป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างมาก
โดยข้อมูลล่าสุดจาก Milken Institute ระบุว่าในกลุ่มอาเซียน (ไม่รวมสิงคโปร์) มีเพียง 5 ประเทศที่ติดอันดับ ได้แก่ มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และ กัมพูชา ซึ่งสะท้อนว่าการประเมินรอบนี้ให้น้ำหนักกับปัจจัยบางอย่างที่ประเทศไทยอาจยังทำได้ไม่โดดเด่นเท่าเพื่อนบ้านในสายตาผู้จัดทำดัชนี โดยมีข้อสังเกตหลักคือ
การเติบโตของเศรษฐกิจที่ล่าช้า : การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมายังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ (คาดการณ์ปี 2569 โตในระดับ 0.8-1.8%) เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่ม ASEAN-5 ที่เติบโตสูงกว่า ทำให้ในเชิงตัวเลขมหภาค ไทยถูกมองว่ามีศักยภาพการเติบโตไม่สูงเท่าประเทศอื่นๆ
ความพร้อมของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ : ดัชนี GOI พิจารณาทั้งเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ, สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ, ประสิทธิภาพทางการเงิน, และธรรมาภิบาล ซึ่งไทยอาจเผชิญโจทย์ท้าทายในเรื่องการปรับตัวให้ทันกับโลกยุคใหม่...
แนวโน้มการอ่านหนังสือในปี 2026 เรากำลังเห็นปรากฏการณ์ "สวนทาง" แม้เทคโนโลยีล้ำหน้า แต่คนรุ่นใหม่ (Gen Z และ Millennials) กลับโหยหาความคลาสสิกในบางแง่มุม กลายเป็นปรากฏการณ์ "Digital Detox" ผ่านหนังสือเล่ม
แม้จะเป็น Digital Natives แต่คนรุ่นใหม่ในปี 2026 เริ่มมีเทรนด์ "Analogue Lifestyle" มากขึ้น หนังสือเล่มกลายเป็น "พื้นที่ปลอดภัย" จากหน้าจอและการไถฟีด เพื่อลดอาการเหนื่อยล้าทางสายตาและสมอง หนังสือกลายเป็นเครื่องประดับทางวัฒนธรรมที่สะท้อนตัวตน รสนิยม และไลฟ์สไตล์ผ่านการจัดชั้นหนังสือหรือการถือหนังสือในที่สาธารณะ
คนรุ่นใหม่ไม่ได้อ่านน้อยลง แต่ "วิธีการอ่าน" เปลี่ยนไป ถึงจะชอบคลิปสั้น แต่เมื่อเข้าสู่โหมดการอ่าน พวกเขาโหยหาการเล่าเรื่องที่ลึกซึ้ง เพื่อทำความเข้าใจประเด็นที่ซับซ้อน เช่น สุขภาพจิต, อัตลักษณ์, และความสัมพันธ์ สร้างพฤติกรรมการอ่านแบบ "รวดเดียวจบ" คล้ายกับการดูซีรีส์ โดยเฉพาะในกลุ่มนิยายวาย นิยายแฟนตาซี และ Light Novel
ขณะที่การตัดสินใจเลือกอ่านหนังสือของคนรุ่นใหม่...
แนวโน้มการอ่านหนังสือในปี 2026 เรากำลังเห็นปรากฏการณ์ "สวนทาง" แม้เทคโนโลยีล้ำหน้า แต่คนรุ่นใหม่ (Gen Z และ Millennials) กลับโหยหาความคลาสสิกในบางแง่มุม กลายเป็นปรากฏการณ์ "Digital Detox" ผ่านหนังสือเล่ม
แม้จะเป็น Digital Natives แต่คนรุ่นใหม่ในปี 2026 เริ่มมีเทรนด์ "Analogue Lifestyle" มากขึ้น หนังสือเล่มกลายเป็น "พื้นที่ปลอดภัย" จากหน้าจอและการไถฟีด เพื่อลดอาการเหนื่อยล้าทางสายตาและสมอง หนังสือกลายเป็นเครื่องประดับทางวัฒนธรรมที่สะท้อนตัวตน รสนิยม และไลฟ์สไตล์ผ่านการจัดชั้นหนังสือหรือการถือหนังสือในที่สาธารณะ
คนรุ่นใหม่ไม่ได้อ่านน้อยลง แต่ "วิธีการอ่าน" เปลี่ยนไป ถึงจะชอบคลิปสั้น แต่เมื่อเข้าสู่โหมดการอ่าน พวกเขาโหยหาการเล่าเรื่องที่ลึกซึ้ง เพื่อทำความเข้าใจประเด็นที่ซับซ้อน เช่น สุขภาพจิต, อัตลักษณ์, และความสัมพันธ์ สร้างพฤติกรรมการอ่านแบบ "รวดเดียวจบ" คล้ายกับการดูซีรีส์ โดยเฉพาะในกลุ่มนิยายวาย นิยายแฟนตาซี และ Light Novel
ขณะที่การตัดสินใจเลือกอ่านหนังสือของคนรุ่นใหม่...
ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 51 ของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งและความเปลี่ยนแปลงของการเมืองระหว่างประเทศ ที่ยังคงความรุนแรง เข้มข้นและซับซ้อนยิ่งขึ้น ซึ่งอาจส่งผลไม่มากก็น้อยต่อความสัมพันธ์ไทย-จีนและความร่วมมือทุกด้านของสองประเทศในระยะยาว “สมาคมสื่อมวลชนไทย-จีน” ได้จัดกิจกรรมเสวนาเรื่อง “สู่ทศวรรษที่ 6 ความสัมพันธ์ไทย-จีน กับความท้าทายระเบียบโลกใหม่”เมื่อเย็นวันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ.2569 ห้องแกรนด์ พาโนรามา โรงแรมดิ เอมเมอรัลด์ กรุงเทพฯ เพื่อให้สมาชิกและสาธารณชนได้รับฟังมุมมองหลากหลายด้านจากผู้รู้ เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจอันจะเป็นประโยชน์ต่อการประกอบวิชาชีพและธุรกิจต่อไปในอนาคต
วิทยากรผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย นายวิบูลย์ คูสกุล อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน พล.อ.สุรสิทธิ์ ถนัดทาง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน นายสรสินธุ ไตรจักรภพ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย-จีน โดยมีนายชัยวัฒน์ วนิชวัฒนะ นายกสมาคมฯและดร.วิริยะ ลิขิตวงศ์ อุปนายกสมาคมฯ ทำหน้าที่ดำเนินรายการ
อดีตทูตวิบูลย์ คูสกุล ได้ย้อนดูความสัมพันธ์ไทย-จีนในช่วง5ทศวรรษที่ผ่านมาว่า โดยหยิบยกคำกล่าวของขงจื้อว่า “ เมื่ออายุ 40ปีจงไร้ข้อกังขาในชีวิต เมื่ออายุ 50 ปี ล่วงรู้ลิขิตของสวรรค์...
ในวันที่แขนกลและ AI Agent ก้าวเข้ามาแย่งเก้าอี้ทำงาน คำถามสำคัญไม่ใช่แค่เราจะปรับตัวอย่างไร แต่คือ "รัฐจะเก็บภาษีจากใคร" เมื่อมนุษย์ไม่มีเงินเดือนให้หัก? ส่องแนวคิดสุดล้ำกับการเก็บภาษีจากหุ่นยนต์เพื่อมาเป็นสวัสดิการเลี้ยงดูมนุษย์ พาไปดูโมเดลจริงจากทั่วโลกที่เริ่มขยับตัวในปี 2026 ตั้งแต่เกาหลีใต้ถึงสิงคโปร์ ใครจะรุ่ง ใครจะร่วง และไทยควรยืนอยู่ตรงไหนในสมการนี้
แนวคิดเรื่อง "การเก็บภาษีหุ่นยนต์" (Robot Tax) เพื่อนำมาเป็นสวัสดิการดูแลมนุษย์ เป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในยุค AI ครองเมือง ไม่ว่าจะเป็นมหาเศรษฐีอย่าง Bill Gates หรือนักเศรษฐศาสตร์หลายท่านต่างก็เคยหยิบยกเรื่องนี้มาถกเถียงกัน
ทำไมต้องเก็บภาษีหุ่นยนต์?
เหตุผลหลักไม่ใช่การ "รังแก" เทคโนโลยี แต่เป็นการปรับสมดุลทางสังคม ชดเชยภาษีเงินได้ที่หายไป เมื่อหุ่นยนต์มาทำงานแทนคน รัฐบาลก็เก็บภาษีเงินได้จากมนุษย์ได้น้อยลง แต่ความต้องการสวัสดิการ เช่น สาธารณสุข การศึกษา กลับเพิ่มขึ้น
ในแนวคิดของคนที่ต้องการเก็บภาษีหุ่นยนต์ มองว่าการเข้ามาของหุ่นยนต์ ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ เจ้าของเทคโนโลยีรวยขึ้นอย่างมหาศาล ในขณะที่แรงงานไร้ทักษะอาจตกงาน ภาษีนี้จึงเป็นการลดความเหลื่อมล้ำ ช่วยกระจายรายได้กลับคืนสู่สังคม เพื่อให้มนุษย์มีเงินประทังชีวิตในช่วงที่ต้องฝึกทักษะใหม่ (Reskilling)
รูปแบบการเก็บภาษีที่เป็นไปได้
การจะเดินไปบอกหุ่นยนต์ว่า "ขอเก็บเงินหน่อย" คงทำไม่ได้ วิธีที่นักคิดเสนอคือ
ภาษีจากการใช้ระบบอัตโนมัติ เก็บจากบริษัทที่เลิกจ้างพนักงานแล้วนำหุ่นยนต์มาแทนที่
ภาษีเงินได้สมมติ...
ท่ามกลางภูมิทัศน์อุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว Xiaomi(เสียวหมี่) กำลังก้าวข้ามภาพจำเดิมจากผู้ผลิตสมาร์ตโฟนสู่การเป็น “ผู้วางระบบอนาคต” อย่างเต็มตัว การได้เข้าเยี่ยมชมโรงงานอัจฉริยะของบริษัทที่เมืองอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน เปรียบเสมือนการเปิดฉากหลังของความสำเร็จ ที่ซ่อนอยู่ในกระบวนการผลิตซึ่งแทบทุกขั้นตอนถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงด้วยระบบอัจฉริยะ
ภายใต้การนำของ เหลย จุน ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ เสียวหมี่ไม่ได้จำกัดตัวเองเป็นเพียงผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อีกต่อไป แต่กำลังวางตำแหน่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่สร้าง “ระบบนิเวศ” ครอบคลุมชีวิตผู้บริโภคตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน แนวคิด “Human × Car × Home” จึงกลายเป็นแกนยุทธศาสตร์สำคัญ ที่ทำให้อุปกรณ์ทุกชิ้นไม่ใช่แค่สินค้าขายขาด แต่เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายที่เชื่อมโยงถึงกันทั้งหมด
เบื้องหลังแนวคิดดังกล่าว คือการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตัวเลขงบประมาณระดับหลายหมื่นล้านหยวนต่อปี และจำนวนบุคลากรด้านวิจัยและพัฒนานับหมื่นคน สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของเสียวหมี่ในการพัฒนา “เทคโนโลยีแกนกลาง” ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นชิป ระบบปฏิบัติการ หรือ AI เพื่อแข่งขันกับยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่างแท้จริง
Xiaomi Smart Home Appliance Factory โรงงานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะขนาดใหญ่ ที่ถูกยกให้เป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตที่ทันสมัยที่สุดของบริษัท ด้วยงบลงทุนมหาศาลและพื้นที่กว่าครึ่งล้านตารางเมตร โรงงานแห่งนี้ไม่ได้ถูกออกแบบเพียงเพื่อผลิตสินค้า แต่เพื่อเป็นต้นแบบของ “โรงงานแห่งอนาคต”
สิ่งที่สร้างความประทับใจตั้งแต่แรกเห็น คือความรวดเร็วในการก่อสร้างและเริ่มดำเนินงาน โรงงานแห่งนี้ปูหลังคาเสร็จภายในเวลา 5...






































