เยาวราช หรือ China Town ของไทยเราที่ชาวต่างชาติมักคุ้นกัน ยังคงเปี่ยมด้วยสีสันและมนต์เสน่ห์ไม่เสื่อมคลาย ยิ่งกับช่วงเวลาสำคัญ เทศกาลตรุษจีน ด้วยแล้ว สถานที่แห่งนี้จึงดูคึกคัก คลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากเป็นพิเศษ
เยาวราช มีประวัติศาสตร์ยาวนาน เป็นย่านชุมชนชาวจีนโพ้นทะเลดั้งเดิมที่เข้ามาตั้งรกราก นับแต่การย้ายราชธานีมาเป็นกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อกว่า 200 ปี ดังที่รับรู้กัน
วิถีชีวิตของลูกหลานไทยเชื้อสายจีนที่เยาวราช แม้จะปรับเปลี่ยนไปบ้างตามยุคสมัย แต่กลิ่นอายทางศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ภาษา และความเป็นศูนย์กลางทางการค้า ของภาพจำในวันวาน ยังคงหลงเหลืออยู่ ไม่เลือนหายไปกับกาลเวลาเสียทั้งหมด
ในอดีตกุลีชาวจีนที่ต้องการส่งเงินกลับจีนแผ่นดินใหญ่ ก็จะมาไหว้วานผู้คนในย่านนี้ ซึ่งจะมี “โพยก๊วน” คอยให้บริการรับส่งเงินตรา แต่ทุกวันนี้สองฟากฝั่งถนนก็จะถูกทดแทนด้วยสาขาของแทบทุกธนาคาร เข้ามาเป็นผู้อำนวยความสะดวก
สถานที่พักค้างอ้างแรมแบบชั่วคราวหรือค้างคืน ประเภทกิจการโรงเตี๊ยมหรือโรงน้ำชา ตามตรอกซอกซอยบนถนนเยาวราช เจริญกรุง ทรงวาด ฯลฯ อันเป็นพื้นที่ผ่อนคลายของบรรดาเสี่ยน้อย เสี่ยใหญ่ ที่พบเห็นได้ทั่วไปในสมัยก่อน ก็ถูกแปรสภาพเป็นร้านค้า หรือไม่ก็โรงแรมขนาดเล็ก กลาง ใหญ่สมัยใหม่ ไปแทบจะหมดสิ้น
มิพักยัง ต้องพูดถึงกิจการ โรงภาพยนตร์หรือโรงหนัง ที่เคยเป็นโรงมหรสพพื้นฐานของชาวเยาวราชนั้น...
หากเอ่ยนาม ‘โอ๊ยเกี้ย’ หลายคนต้องงงๆว่าเขาเป็นใคร มาจากไหน แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ โอ๊ยเกี้ยคนนี้มีความรู้เพียงแค่ ป.4 เคยเป็นกระเป๋ารถสองแถว ‘กรุงเทพฯ-อุดรธานี’ แต่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าของธุรกิจแสนล้านได้อย่างน่าอัศจรรย์ ด้วยคำสอนของคุณแม่ที่ปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กว่า “ในโลกนี้นาฬิกาบอกเวลาเท่ากัน คือหนึ่งวันมี 24 ชั่วโมง แต่หากมนุษย์ใช้เวลาในแต่ละวันไปอย่างไม่เกิดประโยชน์ เมื่อล่วงเลยไปเวลานั้นก็ไม่สามารถเอากลับคืนมาได้ เพราะฉะนั้นให้ลูกๆจำไว้ว่าวันหนึ่งมี 24 ชั่วโมง ให้คิดเรื่องการทำมาหากิน เรื่องงานสำคัญให้ได้วันละ 18 ชั่วโมง ส่วนที่เหลืออีก 5-6 ชั่วโมงคือการพักผ่อน นับว่าเพียงพอแล้ว คนส่วนใหญ่ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง แต่ถ้าเราทำงานได้ถึง 18 ชั่วโมงต่อวัน วันหนึ่งเราจะได้เวลาที่เกินมาอีก 10 ชั่วโมง ถือว่าเราทำงานได้อีก 1 เท่าตัวของคนอื่น”
ด้วยคำสอนดังกล่าวทำให้โอ๊ยเกี้ย หรือ เด็กชายโอ๊ยทำงานทุกอย่างโดยไม่เกี่ยงว่างานนั้นจะเป็นงานอะไร หนักหนาแค่ไหน แม้กระทั่งการเป็นกระเป๋ารถสองแถว เพราะต้องการเรียนรู้วิธีการขับรถรับ-ส่ง จนวันหนึ่งมีโอกาสดาวน์รถกระบะเป็นของตัวเอง ก็นำรถนั้นมารับจ้างพาพ่อค้าแม่ค้าจากสะพานใหม่ ดอนเมือง รังสิต...
ในขณะที่คนไทยนิยมสินค้าเกาหลี กินอาหารเกาหลี ไว้ทรงผมแบบเกาหลี ใช้สินค้าเกาหลี แต่คนในอีกประเทศหนึ่งกลับหลงใหลสินค้าไทย บริโภคสินค้าไทย และชื่นชมสินค้าแบรนด์เนม Made in Thailand ชนิดที่ว่าใครก็ตามใช้สินค้าที่พะยี่ห้อ Made in Thailand จะได้รับการยอมรับว่าเท่ มีสไตล์ ทันสมัย และมีหน้ามีตาในสังคม
คนเหล่านี้อาศัยอยู่ในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย ประกอบด้วย 7 รัฐ สำคัญคือ รัฐอรุณาจัล (ARUNACHAL) รัฐนากาแลนด์ (NAGALAND) รัฐมณีปุระ (MANIPUR) รัฐมิโซรั่ม (MIZORAM) รัฐตริปุระ (TRIPURA) รัฐอัสสัม (ASSAM) และรัฐเมฆกัลยา (MAGHALAYA) หรือเรียกรวมกันว่ารัฐ 7 สาวน้อย
ปัจจุบันมีสินค้าไทยจำหน่ายในรัฐ 7 สาวน้อยหลายรายการ เป็นสินค้าที่นักธุรกิจในรัฐ 7 สาวน้อยบินมาซื้อจากเมืองไทยโดยตรง หรือบางส่วนอาจเป็นสินค้าที่นักธุรกิจอินเดียสั่งจากเมืองไทยเข้าไปยังนิวเดลีแล้วส่งต่อไปขายในรัฐ 7 สาวน้อยอีกที สินค้าไทยที่ได้รับความนิยมก็เช่น เสื้อผ้า...
ชิงเต่า ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของมณฑลซานตง (Shandong Sheng) มีผลิตภัณฑ์ที่ทั่วโลกรู้จักคือเบียร์ชิงเต่า แต่ชิงเต่ามิใช่โดดเด่นเพียงเบียร์และมีสะพานชิงเต่า-ไฮ่วาน ซึ่งเป็นสะพานข้ามทะเลที่ยาวที่สุดในโลกเท่านั้น แต่เมืองนี้ยังเป็นแหล่งผลิตรถไฟความเร็วสูงของประเทศจีน ซึ่งขบวนรถไฟความเร็วสูงในจีนกว่า 60% ผลิตมาจากเมืองนี้ นอกจากการผลิตป้อนภายในประเทศแล้ว ยังผลิตส่งออกไปขายทั่วโลกอีกด้วย เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน – 2 ธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้เชิญสมาชิกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน นำโดย ชัยวัฒน์ วณิชวัฒนะ นายกสมาคมฯ เข้าร่วมศึกษาดูงาน































