เกาะช้างก้าวขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางในประเทศที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นสูงสุดจากนักเดินทางชาวต่างชาติ จากการจัดอันดับจุดหมายปลายทางยอดนิยมของอโกด้า แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยว นอกจากนี้อโกด้ายังเผยอีกว่า จังหวัดนนทบุรีเป็นจุดหมายปลายทางภายในประเทศที่มาแรงที่สุด ขณะที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เป็นจุดหมายปลายทางต่างประเทศที่กำลังได้รับความนิยมสูงสุดในหมู่นักเดินทางชาวไทยอีกด้วย
โดยการจัดอันดับจุดหมายปลายทางยอดนิยมของอโกด้าได้ถูกจัดทำขึ้นทุกปี ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบการจองที่พักในช่วงสองปีก่อนหน้า เพื่อหาจุดหมายปลายทางที่มีความนิยมเพิ่มขึ้นสูงสุดในเอเชีย
นางสาวอรรคพร รอดคง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของอโกด้า เปิดเผยว่า “การจัดอันดับจุดหมายปลายทางยอดนิยมในเอเชียปีนี้ แสดงให้เห็นถึงความต้องการในการเดินทางที่เปลี่ยนไป ทั้งการเดินทางในประเทศและการเดินทางต่างประเทศ ที่อโกด้า เราเริ่มเห็นนักเดินทางมองไปไกลเกินกว่าจุดหมายปลายทางที่คุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นนักเดินทางต่างชาติที่ค้นพบเสน่ห์ทางธรรมชาติของเกาะช้าง นักเดินทางชาวไทยที่ให้ความสนใจกับจุดหมายปลายทางด้านวัฒนธรรมใกล้เมืองหลวงอย่างจังหวัดนนทบุรี หรือมุ่งสู่เมืองสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างกรุงปักกิ่ง เทรนด์การเดินทางที่เปลี่ยนไปเหล่านี้แสดงให้เห็นว่านักเดินทางเริ่มค้นหาประสบการณ์การเดินทางแบบที่เข้าถึงวัฒนธรรมอย่างแท้จริง ด้วยข้อเสนอที่คุ้มค่าของโรงแรม เที่ยวบิน และกิจกรรมต่าง ๆ ทั่วโลก อโกด้าช่วยให้นักเดินทางค้นพบสถานที่ใหม่ ๆ และวางแผนการเดินทางได้ง่ายและเหมาะกับสไตล์การเดินทางของตนเอง”
เกาะช้างก้าวขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางที่มีการเติบโตสูงสุดในประเทศไทยสำหรับนักเดินทางต่างชาติ โดยเพิ่มจากอันดับ 17 ในปี พ.ศ. 2567 เป็นอันดับ 12 ในปี พ.ศ. 2568 เกาะช้างเดินทางง่ายเพียงไม่กี่ชั่วโมงจากกรุงเทพฯ ไม่จำเป็นต้องเดินทางโดยเครื่องบิน แถมยังมอบประสบการณ์ครบครันไม่ต่างจากเกาะชื่อดังทางภาคใต้ เช่น เกาะสมุย หรือภูเก็ต เกาะช้างถือเป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศไทย เต็มไปด้วยธรรมชาติที่หลากหลาย ตั้งแต่ป่าฝนเขียวชอุ่ม น้ำตก...
ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการกีดกันทางการค้าที่เห็นผลชัดเจนขึ้น ทำให้การค้าระหว่างประเทศของไทยในปี 2569 ยังคงเผชิญความท้าทายจากอุปสงค์ประเทศคู่ค้าที่อ่อนแรง ภาวะหนี้ครัวเรือนที่กดดันกำลังซื้อ และตลาดแรงงานโลกที่ยังฟื้นตัวอย่างจำกัด
ทิศทางการค้าในปี 2569 เป็นปีที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันหลายด้าน ทั้งการชะลอตัวของอุปสงค์ประเทศคู่ค้า ภาวะหนี้ครัวเรือนที่กดดันการใช้จ่าย และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลให้มาตรการกีดกันทางการค้ายังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผลของการขึ้นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่จะผลักดันให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีโอกาสในแง่ของการปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทาน โดยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อเลี่ยงปัญหาภาษี ซึ่งมีเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (S-Curve & New S-Curve) เข้ามาอย่างต่อเนื่อง
สินค้าไฮเทคยังไปได้ กลุ่มฟุ่มเฟือยน่าห่วง
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวว่า สนค. ได้วิเคราะห์แนวโน้มการส่งออกรายสินค้าและรายตลาดด้วยอนุกรมเวลา (Time Series Model) ควบคู่กับการวิเคราะห์สถานการณ์ที่จะกระทบต่อการค้าในอนาคต โดยมีรายละเอียด ดังนี้
ทิศทางสินค้าส่งออกกลุ่มอุตสาหกรรมปี 2569 โอกาสเชิงโครงสร้างดิจิทัลท่ามกลางความผันผวนของมาตรการการค้าโลก สินค้ากลุ่มดาวรุ่ง ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า (เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น...
นักวิจัยไทยสุดเจ๋ง พัฒนานวัตกรรมฟื้นฟูระดับเซลล์ไฟโบรบลาสต์เฟส 2 สำเร็จ ! ชี้โอกาสไทย ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมความงามระดับภูมิภาคและเศรษฐกิจสุขภาพ ทุกวันนี้อุตสาหกรรมความงามและเวชศาสตร์ความงามทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ จากแนวคิดการคงความอ่อนเยาว์ด้วยการเติมสารแปลกปลอมเข้าสู่ผิวหน้า ไปสู่การฟื้นฟูผิวจากเซลล์ของร่างกายเอง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ปลอดภัย เป็นธรรมชาติ และยั่งยืนในระยะยาว เทรนด์ดังกล่าวสอดคล้องกับการเติบโตของ wellness economy และการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย (aging society) ซึ่งผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับความปลอดภัย คุณภาพผิวในระยะยาว และวิทยาศาสตร์เชิงลึก มากกว่าความสวยแบบเร่งด่วน
หนึ่งในนวัตกรรมที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ คือ นวัตกรรมไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast Cell Therapy) ซึ่งพัฒนาโดยทีมอาจารย์แพทย์จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และได้รับการสนับสนุนจาก สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล ในการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา การจดสิทธิบัตร และการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคเอกชน ล่าสุดทีมอาจารย์แพทย์นักวิจัยได้พัฒนานวัตกรรมไฟโบรบลาสต์เฟส 2 เป็นที่สำเร็จเรียบร้อยในเดือนธันวาคมปี 2568 ความสำเร็จของการพัฒนานวัตกรรมดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ แต่ยังชี้ให้เห็นบทบาทใหม่ของประเทศไทยบนเวทีอุตสาหกรรมความงามระดับภูมิภาค
ความงามยุคใหม่: เมื่อ “ฟื้นฟู” สำคัญกว่า “เติมเต็ม”
แนวคิด Regenerative Beauty...
พอเข้าหน้าฝุ่นหรือวันที่ค่า PM2.5 พุ่งสูง หลายคนมักกลัวว่ามันจะทำร้ายปอดและระบบทางเดินหายใจจนไอ จาม หรือหอบหืดกำเริบ แต่จริง ๆ แล้ว ฝุ่นพิษ PM2.5 อันตรายกว่าที่คิด โดยงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส พบว่าฝุ่น PM2.5 มีอนุภาคที่เล็กมาจนสามารถหลุดเข้าไปใน “สมอง” ได้ และหากสูดฝุ่นอยู่ทุกวันโดยไม่ป้องกัน ในระยะยาวอาจทำให้เป็นโรคร้ายอย่างอัลไซเมอร์หรือพาร์กินสันได้ตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อให้เราป้องกันตัวเองจากฝุ่นร้ายได้ วันนี้ นพ.ภีมณพัชญ์ ธนชาญวิศิษฐ์อายุรแพทย์ผู้ชำนาญการด้านประสาทวิทยา ศูนย์สมองและระบบประสาท รพ.วิมุต จะมาตอบคำถามว่าฝุ่น PM2.5 เล็ดลอดเข้าไปทำร้ายสมองได้อย่างไร พร้อมแชร์เคล็ดลับดูแลสมองให้รอดจากฝุ่นพิษที่ทำตามได้ทันที
รู้จัก 2 เส้นทางที่พาฝุ่น PM2.5 เข้าสมอง
ความน่ากลัวของฝุ่น PM2.5 คือขนาดที่เล็กกว่าเส้นผมคนเราถึง 20–30 เท่า ทำให้มันเล็กพอที่จะเล็ดลอดเข้าสู่ร่างกายและเดินทางไปถึงสมองผ่าน 2 เส้นทางหลัก โดยเส้นทางแรกคือผ่าน “ปอด” เมื่อสูดอากาศเข้าไป ฝุ่นจะลงสู่ถุงลมและซึมเข้าสู่กระแสเลือด ก่อนถูกลำเลียงไปยังอวัยวะต่าง ๆ รวมถึงสมองซึ่งต้องพึ่งพาเลือดปริมาณมากในการทำงาน...
จากข้อมูลของ Canalys บริษัทวิจัยตลาดเทคโนโลยีระดับโลก ระบุว่าในสิ้นปี 2025 ตลาดสมาร์ทโฟนโลกมีผู้นำหลัก 5 แบรนด์ โดย Samsung ครองอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่งราว 19-20% ตามด้วย Apple ที่ 17-18% และที่น่าสนใจคือ Xiaomi (เสียวหมี่) ซึ่งเพิ่งก่อตั้งในปี 2010 สามารถก้าวขึ้นสู่อันดับ 3 ของโลกด้วยส่วนแบ่ง 14% ภายในเวลาเพียง 15 ปี แซงหน้าแบรนด์เก่าแก่อย่าง VIVO และ OPPO ที่ตามมาในอันดับ 4 และ 5 ได้อย่างน่าทึ่ง
ความสำเร็จของเสียวหมี่ยิ่งโดดเด่นเมื่อเทียบกับคู่แข่งขันที่มีประวัติยาวนานกว่าไม่ว่าจะเป็น Samsung ที่ก่อตั้งในปี 1938 หรือ Apple ที่ถือกำเนิดในปี 1976 และเป็นผู้ปฏิวัติวงการสมาร์ทโฟนด้วย iPhone...
รถยนต์ไฟฟ้า (EV) จะเติบโตขึ้น 30%
รถยนต์ไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) จะเพิ่มขึ้น 32%
กรุงเทพฯ ประเทศไทย 11 ธันวาคม 2568 — การ์ทเนอร์ อิงค์ บริษัทชั้นนำด้านข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจและเทคโนโลยี คาดการณ์ว่าในปี2569 ว่าจะมีรถยนต์ไฟฟ้า (EVs) 116 ล้านคัน ซึ่งประกอบด้วยรถยนต์ รถบัส รถตู้ และรถบรรทุกหนักวิ่งอยู่บนถนนทั่วโลก
ความเห็นผู้เชี่ยวชาญ:
Jonathan Davenport ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์การ์ทเนอร์กล่าวว่า "แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศใช้อัตราภาษีศุลกากรสำหรับการนำเข้ารถยนต์ และหลายรัฐบาลในประเทศต่าง ๆ ยกเลิกเงินอุดหนุนและสิ่งจูงใจเพื่อการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า แต่คาดว่าในปี 2569 จำนวนรถยนต์ไฟฟ้าบนท้องถนนจะยังเพิ่มขึ้นถึง 30% และในปีหน้านี้ จีนจะยังเป็นผู้นำตลาด คิดเป็น 61% ของปริมาณรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด และรถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 32% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากลูกค้าให้ความสำคัญกับความมั่นใจที่มีเครื่องยนต์เบนซินสำรองไว้ใช้ในยามที่ต้องการ"
คาดว่ารถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ (BEV) จะยังมีจำนวนเกินครึ่งของจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด แต่ก็ยังมีลูกค้าที่เลือกรถยนต์ไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริด...
“เครือข่ายเสียงจากป่า”เปิดเสวนาหัวข้อ “ปลาหมอคางดำ…พระเอกหรือผู้ร้าย” นักวิชาการอิสระเปิดมุมมองใหม่ต่อสิ่งมีชีวิตที่อาจถูกเข้าใจผิด แนะควบคุมปลาหมอคางดำได้คือ “กิน คุม ฟื้น”
ปัจจุบันแหล่งน้ำของประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหามลพิษจากน้ำเสีย ขยะ และการใช้สารเคมีทางการเกษตร จนสัตว์น้ำพื้นถิ่นหลายชนิดสูญหายไปจากระบบนิเวศ “ปลาหมอคางดำ” (Blackchin Tilapia; Sarotherodon melanotheron) กลับกลายเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงมากขึ้น—ในฐานะ “ผู้รุกล้ำ” ที่หลายคนมองว่าเป็นภัยต่อธรรมชาติ แต่จะเป็นไปได้ไหมว่า ปลาชนิดนี้ไม่ได้มาเพื่อทำลาย หากแต่อาจเป็น “พระเอกตัวจริง” ที่สะท้อนพลังของธรรมชาติในการปรับสมดุล?
ทั้งนี้ เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ เครือข่าย “เสียงจากป่า”องค์กรภาคประชาสังคม เพื่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ จึงได้เปิดเวทีเสวนาขึ้นภายใต้หัวข้อ “ปลาหมอคางดำ…พระเอกหรือผู้ร้าย” นำโดย ดร.ชัยภัฏ จันทร์วิไล ประธานเครือข่ายฯ ชวนร่วมทำความเข้าใจ “ความจริง” ของปลาชนิดนี้ในมิติทางวิทยาศาสตร์ สังคม และเศรษฐกิจ
ลำดับแรก ดร.ชวลิต วิทยานนท์ นักวิชาการอิสระ กรรมการวิชาการ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร แสดงความคิดเห็นว่า ปลาหมอคางดำเป็นปลาชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ที่ถูกนำเข้ามาในประเทศไทย โดยพบว่าในปี 2567 มีการแพร่กระจายครอบคลุม...
ลุ่มน้ำแม่กวง แหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่หล่อเลี้ยงผู้คนในพื้นที่มายาวนาน มีอาณาเขตครอบคลุมตำบลแม่เจดีย์ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ตำบลเทพเสด็จ ตำบลป่าเมี่ยง ตำบลเชิงดอย ตำบลลวงเหนือ ตำบลสง่าบ้าน อำเภอดอยสะเก็ด และตำบลห้วยแก้ว อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ เป็นแหล่งปลูกกาแฟอราบิก้าที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย แต่ในช่วงที่ผ่านมาพื้นที่แห่งนี้ต้องเผชิญปัญหาปริมาณและคุณภาพผลผลิตกาแฟที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนอย่างปรากฏการณ์เอนโซ่ (เอลนีโญและลานีญา) และข้อจำกัดด้านองค์ความรู้และเทคโนโลยีของเกษตรกรในการพัฒนากาแฟให้มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด
นายสุริยนต์ สูงคำ หัวหน้าโครงการวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และคณะวิจัยโครงการนวัตกรรมการพัฒนาและยกระดับมูลค่ากาแฟพืชเศรษฐกิจหลักของชุมชนเกษตรกรรมเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กวง จังหวัดเชียงใหม่-เชียงราย โดยการสนับสนุนของหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) จึงนำเทคโนโลยีพร้อมใช้และองค์ความรู้ที่เหมาะสมผนวกกับภูมิปัญญาท้องถิ่นมาถ่ายทอดให้กับคนในชุมชน เพื่อแก้ไขปัญหาการผลิตกาแฟอย่างเป็นระบบ ยกระดับห่วงโซ่กาแฟคุณภาพ ไปพร้อมกับการอนุรักษ์ป่าอย่างยั่งยืน ผ่านกระบวนการ Learning and Innovation Platform (LIP)
สร้างความตระหนักด้วยวิทยาศาสตร์อย่างง่าย
บ้านห้วยน้ำกืน ตำบลแม่เจดีย์ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย เป็นหนึ่งในพื้นที่ป่าต้นน้ำสำคัญของลุ่มน้ำแม่กวง มีกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นนานกว่า 45 ปี แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในพื้นที่ต้องเผชิญกับความท้าทายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ทำให้วิธีการดั้งเดิมที่เคยใช้ได้ผลไม่เพียงพอที่จะรับมือกับสถานการณ์ปัจจุบันได้อีกต่อไป โดยเฉพาะการทำเกษตรที่พึ่งพาประสบการณ์และการลองผิดลองถูก (Trial...
สภาทองคำโลกได้เปิดตัวรายงานฉบับใหม่ในหัวข้อ 'ยุคทองใหม่: จินตนาการถึงอนาคตของทองคำดิจิทัล' โดยรายงานฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อมองไปข้างหน้า สำรวจแนวทางการใช้งานและโอกาสที่เป็นไปได้ของทองคำดิจิทัลในอนาคต
รายงานฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อสำรวจความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในการใช้ทองคำ และพิจารณาว่ารูปแบบการใช้งานทองคำอาจเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในอนาคต ภายใต้บริบทของโลกดิจิทัลที่ไร้ขีดจำกัด โดยรายงานได้นำเสนอแนวคิดผ่านคำถาม 'What if?' (ถ้าเป็นแบบนี้ล่ะ?) เพื่อเปิดมุมมองสู่โอกาสใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยถูกจินตนาการมาก่อน
รายงานฉบับนี้จัดทำโดยสภาทองคำโลกร่วมกับ The Future Laboratory ซึ่งเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาด้านอนาคตที่มีชื่อเสียงระดับโลก โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อกระตุ้นการสนทนาเกี่ยวกับศักยภาพของทองคำในอนาคต ทั้งในแง่ของการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี โดยได้รับความร่วมมือจากนักนวัตกรรมในอุตสาหกรรมทองคำ ตลาดการเงิน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายอุตสาหกรรมและสาขาวิชา
รายงานฉบับนี้เผยให้เห็นข้อค้นพบสำคัญหลายประการเกี่ยวกับแนวทางใหม่ในการใช้ทองคำ ผ่านการประยุกต์เทคโนโลยีที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้ทองคำถูกนำไปใช้งานในรูปแบบที่หลากหลายและล้ำสมัยมากยิ่งขึ้น ดังนี้
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล (Digitalisation) ช่วยเพิ่มความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือให้กับทองคำ ส่งผลให้ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์ที่น่าดึงดูดสำหรับนักลงทุนมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลยังช่วยเพิ่มความรวดเร็วและการเข้าถึงทองคำสำหรับทั้งนักลงทุนสถาบัน นักลงทุนรายย่อย และผู้บริโภค พร้อมเปิดโอกาสในการพัฒนาและนำเสนอผลิตภัณฑ์ดิจิทัลรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเหล่านี้ได้มากยิ่งขึ้น
ทองคำในรูปแบบดิจิทัลมีแนวโน้มที่จะดึงดูดความสนใจจากผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่งเติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีและมีความคุ้นเคยกับโลกดิจิทัลเป็นอย่างดี โดยกลุ่มผู้บริโภคนี้กำลังขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลและข้อค้นพบในรายงานนี้มาจากการสร้างสถานการณ์สมมติสามรูปแบบ เพื่อใช้ในการสำรวจว่า นวัตกรรมด้านดิจิทัลอาจเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีการถือครอง การลงทุน และบทบาททางวัฒนธรรมของทองคำได้อย่างไร โดยทั้งสามสถานการณ์ที่นำเสนอในรายงาน ได้แก่
ทองคำดิจิทัลที่แพร่หลาย: เครื่องมือดิจิทัลเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับบทบาทดั้งเดิมของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยและแหล่งรักษามูลค่าในระยะยาว โดยช่วยให้การซื้อขายเป็นไปอย่างไร้รอยต่อ สามารถใช้ทองคำเป็นหลักประกันได้ทันที และแม้กระทั่งการนำบล็อกเชนมาใช้เพื่อสร้างผลกระทบเชิงสังคม
การเข้าถึงทองคำในระบบการเงินแบบกระจายศูนย์ (ระบบการเงินแบบใหม่ที่ทำงานบนบล็อกเชน...
กรุงเทพมหานครผลิตขยะเฉลี่ยวันละ 9,000 ตัน โดยขยะส่วนใหญ่ถูกส่งไปฝังกลบอย่างไร้ค่า กลายเป็นต้นตอของปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เรื้อรัง “การแยกขยะ” จึงเป็นคำตอบของการแก้ปัญหาที่ต้นทาง
กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนที่มีความมุ่งมั่นในการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน ในฐานะของสมาชิกโครงการความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติก และขยะอย่างยั่งยืน หรือ PPP Plastics ได้ร่วมมือกับกรุงเทพมหานครและภาคีเครือข่าย ในการสนับสนุน “โครงการมือวิเศษกรุงเทพฯ” ตั้งจุดรับขยะพลาสติก 50 เขตทั่วกรุงเทพฯ เพื่อรวบรวมขยะที่ประชาชนคัดแยก โดยเปิดรับพลาสติกทุกประเภทที่ล้างสะอาดและตากแห้ง พร้อมเพิ่ม “ตะแกรงขยะกำพร้า” เพื่อรองรับขยะพลาสติกที่ไม่มีมูลค่าในตลาด
เกศทิพย์ หาญณรงค์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ บริษัท ซีโร่ เวสท์ โยโล จำกัด (YOLO) ซึ่งเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมด้านการจัดการขยะ กล่าวว่า “ต่างประเทศมีกฎหมายบังคับให้ประชาชนต้องแยกขยะ แต่ประเทศไทยยังไม่มี ใครที่อยากทำ สามารถเริ่มทำด้วยตัวเองก่อน คัดแยก ทำความสะอาด แล้วส่งมาที่สำนักงานเขต เดี๋ยวจะมีคนจัดการต่อให้เอง”
พลาสติก 3...





































