เมื่อแรงลมต้านทางการค้าโลกลูกใหม่พัดกระหน่ำจากการที่สหรัฐฯ ประกาศจัดเก็บภาษีตอบโต้ 12.5% กับหลายประเทศรวมถึงไทย แม้จะเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ แต่ความพยายามของทีมพาณิชย์ไทยไม่ไร้ผล เมื่อสามารถเจรจาคุ้มกันสินค้าแชมเปี้ยนและสินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมหลักได้ถึง 2,120 รายการ คิดเป็นมูลค่าเกินครึ่งของการส่งออกไปสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม สำหรับกลุ่มสินค้าที่ยังคงได้รับผลกระทบ นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ ได้นำเสนอบทความพิเศษเพื่อชี้แนวทาง "พลิกวิกฤตเป็นโอกาส" เร่งยกระดับมาตรฐานแรงงาน พร้อมกางเข็มทิศยุทธศาสตร์ "3 วงแหวน 5 ประตู" และการรุกตลาดอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน เพื่อเป็นหลักประกันความอยู่รอดและสร้างศักยภาพใหม่ให้กับการส่งออกไทยอย่างยั่งยืน
นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII Institute) อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำเสนอบทความพิเศษกรณีผลกระทบจากการที่สหรัฐประกาศเก็บภาษีตอบโต้ประเทศไทย12.5% พร้อมเสนอแนวทางพลิกวิกฤตเป็นโอกาสในการสร้างศักยภาพใหม่การส่งออกของไทยด้วยยุทธศาสตร์ “3 วงแหวน 5 ประตู” และการค้าข้ามพรมแดนเป็นกลยุทธ์สำคัญ
ความพยายามที่ไม่ไร้ผล โอกาสกลางวิกฤต
จากการที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ประกาศคำตัดสินชั้นที่สุด บังคับใช้ภาษีตอบโต้กรณีไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับ โดยจัดเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจากอัตรา MFN อีก 12.5% กับประเทศไทยและอีก 37 ประเทศ เช่น...
หลายคนรู้ว่า “โรคอ้วน” เป็นโรคอันตรายที่กระทบทั้งระบบเผาผลาญ ฮอร์โมน หัวใจและหลอดเลือด จนนำไปสู่โรคอื่น เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง และไขมันพอกตับ แต่ยังมีอีกหนึ่งโรคที่สัมพันธ์กับโรคอ้วน และอันตรายต่อชีวิตไม่แพ้กัน นั่นคือ "ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ" หรือ ( Obstructive Sleep Apnea: OSA ) ที่ทำให้การนอนไม่มีคุณภาพและค่อย ๆ ทำร้ายร่างกายอย่างช้า ๆ ซึ่ง นพ.ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล อายุรแพทย์ แพทย์เฉพาะทางโรคเบาหวานและต่อมไร้ท่อ รพ.วิมุต พหลโยธิน เผยว่าหากเราไม่สังเกตตนเองและรีบรักษาภาวะดังกล่าว โรคนี้อาจนำไปสู่อาการรุนแรงที่กระทบชีวิตได้
ไขมันสะสมจาก “โรคอ้วน” ตัวการของ "การหยุดหายใจขณะหลับ”
นพ.ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล อธิบายว่า "คนที่เป็นโรคอ้วนไม่ได้มีไขมันสะสมแค่ตรงหน้าท้อง แต่มีที่รอบคอ ลิ้น และผนังคอ ทำให้ทางเดินหายใจแคบลง พอเราหลับ กล้ามเนื้อคอจะคลายตัว เนื้อเยื่ออาจหย่อนลงมาขวางทางเดินหายใจ อากาศที่ผ่านช่องแคบ...
สสส. จับมือ มสส.เชิญทุกฝ่ายร่วมตีแผ่ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้า พบช่องว่างและจุดอ่อนเพียบทั้งทุนจีนเข้ามาตั้งโรงงานผลิตในไทย การขายออนไลน์ บอร์ด สสส.ชี้กฎหมายให้อำนาจทำลายได้หากไม่มีเจ้าของป้องกันกลับมาวนขายใหม่ ด้านสคบ.หนุนฟ้องแพ่งและอาญาแพลตฟอร์มออนไลน์พร้อมเสนอให้สาธารณสุขเป็นเจ้าภาพแก้บุหรี่ไฟฟ้า นักกฎหมายชี้ควรควบคุมโฆษณา ภาคี สสส. เสนอศุลกากรออกประกาศทำลายของกลางบุหรี่ไฟฟ้าก่อนคดีสิ้นสุด ด้านสื่อมวลชนเสนอเปลี่ยนชื่อเป็นบุหรี่มรณะ
เมื่อวันอังคารที่ 14 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องบงกชรัตน์ เอ โรงแรมรอยัล ริเวอร์ บางพลัด กรุงเทพฯ มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ (มสส.) โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดประชุมโฟกัส กรุ๊ป ในหัวข้อ“ชำแหละปัญหาข้อกฎหมาย การปราบปราม-ทำลายบุหรี่ไฟฟ้า” โดยมี นายจิระ ห้องสำเริง เป็นผู้ดำเนินรายการ
นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (บอร์ด สสส.) และกรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 กล่าวเปิดการประชุมว่า บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งผิดกฎหมายเป็นสินค้าต้องห้ามสำหรับประเทศไทยทั้งการนำเข้า ผลิต จำหน่าย ครอบครองและการสูบ ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560...
“สกุชชี่” ของเล่นที่เคยสร้างปรากฏการณ์ความนิยมอย่างล้นหลามเมื่อเกือบ 10 ปีก่อน วันนี้กลับมาครองฟีดโซเชียลอีกครั้ง แต่รอบนี้ไม่ได้เป็นแค่กระแสของเล่นเด็ก เพราะหลายคนที่โตมากับสกุชชี่ยุคแรกกำลังกลับมาตามหา “สกุชชี่ปีลึก” รุ่นหายาก ไปจนถึงแชร์ความทรงจำร่วมกัน กระแส “สกุชชี่ 2026” จึงกลายเป็นปรากฏการณ์ที่สร้างแรงกระเพื่อมสู่สังคมไทยในหลายมิติ ทั้งด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจ การสะท้อนสภาวะจิตใจของคนยุคนี้ และการยกระดับความตื่นตัวของผู้บริโภคไทยด้านมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้า
บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด ได้รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลบนโลกออนไลน์ผ่านเครื่องมือ dxt:360 (Social Listening) ระหว่างวันที่ 1–30 มิถุนายน 2569 เพื่อติดตามกระแสความสนใจเกี่ยวกับ “สกุชชี่” ที่กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งในปี 2569
“แลนด์มาร์ก” ยอดฮิตของนักล่าสกุชชี่ กระจายรายได้สู่สังคม
การกลับมาของสกุชชี่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ค้ารายย่อย จากการสำรวจแหล่งซื้อขายที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดบนโลกออนไลน์ (by Mentions) สะท้อนให้เห็นถึงแผนที่การกระจายรายได้ที่น่าสนใจดังนี้
อันดับ 1 ตลาดนัดและร้านค้าท้องถิ่น (32.6%): แหล่งกระจายสินค้าที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ ตลาดนัดใกล้บ้านและร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศ ซึ่งผู้ประกอบการกลุ่มนี้มีความยืดหยุ่นในการปรับตัวสูง โดยสามารถนำสินค้าที่อยู่ในกระแสมาวางขายบนแผงได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เม็ดเงินจากเทรนด์นี้วิ่งตรงสู่พ่อค้าแม่ค้ารายเล็กเป็นกลุ่มแรกสุด
อันดับ 2 ตลาดค้าส่งและย่านการค้าเก่า (28.3%):...
ในยุคที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ "สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์" หนึ่งในประเด็นร้อนที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงบนโต๊ะนโยบายเศรษฐกิจและการคลังอยู่บ่อยครั้ง คงหนีไม่พ้นเรื่อง "งบประมาณรายจ่ายประจำของข้าราชการเกษียณ"
คำถามสำคัญคือท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องการ "ลดเงินบำนาญ" หรือ "บีบสิทธิการรักษาพยาบาล" ความจริงเบื้องหลังเรื่องนี้คืออะไร? และทำไมสองสิ่งนี้จึงเป็นเสมือน "ฝาแฝด" ที่แยกจากกันไม่ได้ในโครงสร้างรัฐสวัสดิการไทย..แนวคิดเรื่องนี้เป็นไปได้จริงหรือ?
สัญญาใจวัยเกษียณ "เงินเดือนน้อย แต่มั่นคง"
ในระบบราชการไทย ผลประโยชน์หลังเกษียณถูกออกแบบมาให้เกื้อหนุนกันผ่าน 2 ขาหลัก เพื่อชดเชยกับการที่ข้าราชการยอมรับอัตราเงินเดือนที่ต่ำกว่าภาคเอกชนในช่วงที่ยังทำงานอยู่ คือ
1.เงินบำนาญรายเดือน หลักประกันเพื่อการดำรงชีพ คอยจ่ายเลี้ยงดูทุกเดือนโดยคำนวณจากอายุราชการและเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย
2.สวัสดิการรักษาพยาบาล (ระบบจ่ายตรง) โล่กำบังค่าใช้จ่ายยามเจ็บป่วยที่ไม่เพียงดูแลตัวข้าราชการเอง แต่ยังครอบคลุมไปถึงคู่สมรส บุตร และบิดามารดาด้วย
เมื่อ "ลดบำนาญ" อาจทำให้ "งบสาธารณสุข" พังทลาย
หากในอนาคตภาครัฐเลือกที่จะปรับลดงบประมาณฝั่งบำนาญลง ผลกระทบจะไม่หยุดอยู่แค่เงินในกระเป๋าของข้าราชการ แต่จะลามเป็นโดมิโนไปยังระบบสุขภาพของประเทศทันทีด้วย 3 ปรากฏการณ์
ภาวะพึ่งพิงรัฐแบบ 100% เมื่อเงินบำนาญลดลง กำลังซื้อในการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เช่น การซื้ออาหารเสริม หรือการซื้อประกันสุขภาพเอกชนเพิ่มจะหายไป ข้าราชการเกษียณจะหลั่งไหลกลับมาพึ่งพาระบบสวัสดิการจ่ายตรงของรัฐแบบเต็มรูปแบบ ซึ่งจะกลับมาเพิ่มภาระให้งบประมาณแผ่นดินอยู่ดี
แรงบีบให้ต้อง "ปฏิรูปรักษาพยาบาล" นักเศรษฐศาสตร์มองว่าบำนาญและค่ารักษาพยาบาลคือ "แพ็กเกจก้อนใหญ่ก้อนเดียวกัน" หากคลังถังแตกจนต้องลดบำนาญ ก็อาจนำไปสู่ข้อเสนอที่รุนแรงขึ้น...
สสส. สานพลังภาคีเครือข่าย เปิดเวทีระดมสมอง “World Cup 2026 จาก Kick Off ถึง Knock Out : เว็บพนันยังอยู่-โต๊ะบอลไม่เคยหายไป เราควรทำอย่างไร?” ประกาศเดินหน้าเร่งพัฒนากฎหมาย-นโยบาย ควบคุมแพลตฟอร์มดิจิทัล-สร้างภูมิคุ้มกันสังคม อุดช่องว่าง พนันออนไลน์คุกคามเด็ก-เยาวชน ด้านพนันโต๊ะบอลยังขยายตัว พบ 22% อยู่ใกล้สถานศึกษา 27% อยู่ในชุมชน 5% อยู่ใกล้สถานที่ราชการ
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 3 ก.ค. 2569 ที่โรงแรมทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ และเครือข่ายสื่อมวลชนขับเคลื่อนสุขภาวะเพื่อสังคมไทยยั่งยืน จัดเวทีระดมสมอง “World Cup 2026 จาก Kick...
ในอดีต “ของเสีย” อาจถูกมองว่าเป็นต้นทุนของการผลิตหรือภาระในการจัดการหลังการใช้งาน แต่ในโลกธุรกิจปัจจุบัน แนวคิดดังกล่าวกำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบในระยะยาว
สำหรับเอสซีจี “เศรษฐกิจหมุนเวียน” หรือ “Circular Economy” จึงไม่ใช่เพียงแนวทางด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรเดิม ผ่านการพัฒนานวัตกรรม วัสดุใหม่ และโมเดลธุรกิจที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่คุณค่า
หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าวได้อย่างชัดเจน คือความร่วมมือระหว่างเอสซีจีและโฮมโปร และพันธมิตร ที่ร่วมกันพัฒนา Circular Ecosystem ครอบคลุมตั้งแต่การรับคืนสินค้าและวัสดุหลังการใช้งาน การคัดแยกและแปรรูป ไปจนถึงการนำกลับมาเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตสินค้าใหม่อีกครั้ง
ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ความร่วมมือดังกล่าวสามารถนำสินค้าและวัสดุใช้แล้วกลับเข้าสู่ระบบการจัดการได้มากกว่า 25,621 ตัน และต่อยอดสู่การพัฒนาสินค้ากลุ่ม Circular Products มากกว่า 532 รายการ ส่งมอบสู่ผู้บริโภคแล้วกว่า 8.5 ล้านชิ้น สะท้อนให้เห็นว่า Circular Economy สามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจควบคู่ไปกับผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม
เมื่อ “ของเสีย” กลายเป็นวัตถุดิบแห่งอนาคต
หัวใจสำคัญของ Circular Economy คือการเปลี่ยนวัสดุที่หมดอายุการใช้งานให้กลับมาเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าอีกครั้ง ซึ่งเกิดขึ้นจริงผ่านธุรกิจต่าง...
เอสซีจี เผยแผนรับมือโลกผันผวนที่คาดรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง ทั้งสภาวะเงินเฟ้อเร่งตัว ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ลุกลาม การแข่งขันรุนแรงในระดับภูมิภาคจากการขยายตัวเข้ามาของผู้ผลิตจีน เทคโนโลยีการผลิตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผลักดันธุรกิจต่าง ๆ สู่ “กติกาการแข่งขันใหม่” ชี้อุตสาหกรรมต้องเร่งปรับตัวอย่างยืดหยุ่น เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันด้วยการวางระบบการผลิตทั่วทั้งอาเซียน เร่งปรับใช้ Robotics & AI เสริมศักยภาพคน และร่วมมือกันทั้งระบบนิเวศธุรกิจ มั่นใจกลยุทธ์ของเอสซีจี ทั้งระยะเร่งด่วน – กลาง – ยาว ช่วยคว้าโอกาสเติบโต โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งโอกาสใหม่ ๆ
โลกธุรกิจกำลัง “ปรับ” กลยุทธ์รับมือจึงต้อง “เปลี่ยน”
นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า ใน 3 ปีข้างหน้า ภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียนจะเผชิญความท้าทายสำคัญจากความผันผวนของราคาพลังงาน การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากการเข้ามาของผู้ผลิตจีนที่มีความได้เปรียบด้านต้นทุนจากการมีฐานตลาดขนาดใหญ่ในประเทศจีน ความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคอาเซียน อัตราเงินเฟ้อในระดับสูง ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเข้ามาเปลี่ยนกติกาการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาเซียน
“วันนี้ภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียนเสมือนกำลังเข้าสู่ทางแยก หากเราไม่ทำอะไร เราอาจเห็นปรากฏการณ์การถดถอยของอุตสาหกรรมพื้นฐานที่สำคัญ ไม่ใช่แค่กับประเทศไทย แต่อาจเกิดขึ้นกับทั้งภูมิภาคอาเซียน โดยหนึ่งในความเสี่ยงที่เอสซีจีเห็นชัด คือการเข้ามาแข่งขันของสินค้าจากประเทศต่าง...
หากเปรียบการแข่งขันขีดความสามารถบนเวทีโลกเป็นการแข่งขันวิ่งมาราธอน ผลการจัดอันดับจากสถาบัน IMD (International Institute for Management Development) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประจำปี 2026 กำลังส่งสัญญาณเตือนภัยมายังเศรษฐกิจไทย เพราะนี่ไม่ใช่แค่การปรับอันดับประจำปีธรรมดา แต่เป็นปีที่เกิดการ “เปิดตัว” ของคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดในทศวรรษนี้ นั่นคือ “เวียดนาม”
ตัวเลขที่ปรากฏบนกระดานคะแนนจากทั้งหมด 70 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก กำลังบอกเราว่า เวลาขยับตัวของไทยเหลือไม่มากแล้ว แม้ ประเทศไทย จะอยู่อันดับที่ 26 ของโลก (ขยับขึ้นมา 4 อันดับจากปีก่อน) แต่เวียดนาม พุ่งทะยานสู่อันดับที่ 27 ของโลก
ความน่ากลัวอยู่ตรงที่เวียดนามเพิ่งได้รับการจัดอันดับเป็น "ปีแรก" แต่สามารถหักปากกาเซียนพาตัวเองเข้ามาอยู่ในท็อป 30 ของโลกได้ทันที และที่สำคัญคือ ตามหลังประเทศไทยเพียงแค่อันดับเดียวเท่านั้น! ในระดับภูมิภาคอาเซียน เวียดนามกลายเป็นอันดับ 4 จี้ติดไทยซึ่งอยู่อันดับ 3 แบบหายใจรดต้นคอ
2 ปัจจัย เวียดนาม "แซง"...
เมื่อไทยกำลังถูกบีบให้รับ "ข้าวโพด GMO" สหรัฐฯ แลกกับการบรรเทาภาษี Section 301 ที่อาจทำลายความเชื่อมั่นตลาดส่งออกไก่และอาหารแช่แข็งของไทยในยุโรปและญี่ปุ่นจนพังพินาศ “อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์” แนะ 3 แนวทางเปลี่ยนดีลข้าวโพด GMO เจ้าปัญหา ให้กลายเป็นทุนเทคโนโลยีแห่งอนาคต พลิกเกมเจรจาระดับโลกครั้งนี้ให้ชนะแบบ Win-Win ก่อนสายเกินไป
นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII) อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับนโยบายการจัดสรรโควตานำเข้าข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรม (GMO) เพื่อแลกเปลี่ยนกับการบรรเทามาตรการภาษีตามมาตรา 301 (Section 301) ของสหรัฐฯ ว่า เป็นเงื่อนไขทางการค้าที่รัฐบาลต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากส่งผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจไทยและอาจได้ไม่คุ้มเสียในระยะยาว
อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์ ซึ่งเคยทำหน้าที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนเกือบ3ปีและมีประสบการณ์เจรจากับ USTR EU AEC และร่วมเวทีเจรจาในเวที APEC ระบุว่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จำนวน 1 ล้านตันจากสหรัฐฯ มีมูลค่าทางการค้าเพียงประมาณ 7,000 ถึง 8,000 ล้านบาทต่อปี แต่หากเกิดการปนเปื้อนของผลิตภัณฑ์...





































