วันศุกร์ ที่ 23 ตุลาคม 2026

‘กิ่งก้านใบ’ สร้างสรรค์ผลงาน Bio Barrier ในเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพ 2022 (Bangkok Design Week) ชวนคนไทยอยู่ร่วมกับโควิด...ดูแลกาย-ใจ-สิ่งแวดล้อมเอื้อต่อธรรมชาติ             ในสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะลงเอยแบบไหนและเมื่อไร  เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ หรือ Bangkok Design Week 2022  ปีนี้มาในธีม Co With Creation : คิด สร้าง ทางรอด  โดยรวม 200 ผลงานสร้างสรรค์จากนักออกแบบชั้นเยี่ยมมาจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 5 - 13 กุมภาพันธ์ 2565 ในย่านศูนย์การค้าริเวอร์ซิตี้-เจริญกรุง-ตลาดน้อยเป็นย่านหลัก และอีก 4 ย่านในกรุงเทพฯ  โดดเด่นด้วยผลงาน ไบโอ แบริเออร์ (Bio Barrier) โดยทีม กิ่งก้านใบ สะท้อนฉากทัศน์แห่งสภาวะจิตใจของคนไทย จากความหวาดกลัวและสิ้นหวังในวิกฤติโควิด ไปสู่การตระหนักรู้และค้นหาวิถีทางที่จะรอดพ้น และการอยู่ร่วมกับโควิดอย่างมีความสุข...
ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) ประกอบด้วย สมาชิก 15 ประเทศ คือ อาเซียน 10 ประเทศ ได้แก่ บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย เวียดนาม และคู่เจรจา 5 ประเทศคือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ความตกลงอาร์เซ็ปถือเป็นกรอบการค้าเสรีที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก ประชากรรวมกันกว่า 2,200 ล้านคน หรือประมาณ 30% ของประชากรโลก มีมูลค่าจีดีพีกว่า 25.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 29.3% ของจีดีพีโลก และมีมูลค่าการค้ากว่า 10.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 27.4% ของมูลค่าการค้าโลก             ในช่วงที่ผ่านมา ประเทศสมาชิกได้ร่วมกันให้สัตยาบันความตกลงครบตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ โดยจะเริ่มมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1...
เข้าสู่ช่วงเทศกาลคริสต์มาสก่อนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กันอีกครั้ง   และอีกหนึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้ในช่วงเฉลิมฉลองควบคู่ไปกับเทศกาลคริสต์มาสก็คงหนีไม่พ้น “ของขวัญ” ที่เราต่างเลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคนสำคัญ เพื่อส่งต่อความสุข และความรู้สึกดีๆ ในช่วงเทศกาล             ไวซ์ไซท์ทำการรวบรวมข้อมูลบนโซเชียลผ่านเครื่องมือ ZOCIAL EYE เพื่อวิเคราะห์หาของขวัญที่ชาวโซเชียลต่างพูดถึงมากที่สุด โดยเก็บข้อมูลช่วงระหว่างวันที่  1 พฤศจิกายน - 21 ธันวาคม 2564 และพบว่าในช่วงเวลาดังกล่าวมีการพูดถึงของขวัญประเภทต่างๆ สูงถึง 1,434,717 เอ็นเกจเมนต์  โดยทำการจัดอันดับความนิยมเรียงตามจำนวนเอ็นเกจเมนต์ได้ดังต่อไปนี้           อันดับที่ 1 ทองรูปพรรณ 344,929 เอ็นเกจเมนต์ ชาวโซเชียลยังคงยกให้ “ทองรูปพรรณ” เป็นของขวัญที่มาแรงเป็นอันดับ 1 โดยถูกจัดอยู่ใน หมวดหมู่ของเครื่องประดับ (Accessories) ที่ได้รับการพูดถึงในเชิงของมูลค่า ความเจริญรุ่งเรือง ความมงคล และสามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้รับทุกวัยได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ก็ยังมีในส่วนของเครื่องประดับอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกา เครื่องเพชร กระเป๋า รองเท้า จากแบรนด์ดังที่ยังคงได้รับความนิยม และถูกพูดถึงเป็นอันดับแรกๆ ของชาวโซเชียล            ...
Google เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเทรนด์ต่างๆ ที่น่าสนใจบน Google Maps ที่สะท้อนให้เห็นถึงภาพรวมของประเทศไทยที่ในปีนี้ยังเป็นอีกหนึ่งปีที่ผู้คนยังใช้ชีวิตแบบนิวนอร์มอล ในขณะที่ผู้คนยังคงค้นหาสถานที่ต่างๆ เพื่อทำกิจกรรมในช่วงเทศกาล วันหยุดยาวที่กำลังจะมาถึงนี้ และ Google ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเทรนด์การค้นหาบน Google Maps ของผู้ใช้งานในประเทศไทยในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนนิยมเข้าใช้บริการตามสถานที่ต่างๆ ไปจนถึงประเภทอาหารที่คนไทยนิยมค้นหามากที่สุด โดยข้อมูลดังกล่าวจะช่วยให้ทุกคนสามารถวางแผนการทำกิจกรรมต่างๆ ล่วงหน้าได้ดียิ่งขึ้น รวมทั้ง ใช้เวลาในการเฉลิมฉลองช่วงเทศกาลวันหยุดปีนี้ได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข             สำหรับข้อมูลการเดินทางไปสถานที่ต่างๆ นั้น จากข้อมูลบน Google Maps แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมการเดินทางของผู้คนในประเทศไทยที่เปลี่ยนไปในช่วงโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีการเดินเท้าน้อยลงเกือบ 27% และใช้บริการขนส่งสาธารณะน้อยลงเกือบ 41% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา             ในสถานการณ์โควิด-19 ในปัจจุบันที่หลายๆ คนไม่อยากเสียเวลาในการต่อคิวและเบียดเสียดกับฝูงชนในการเลือกซื้อของขวัญ เสบียงอาหาร และของใช้ที่จำเป็น ข้อมูลจาก Google Maps ได้แสดงวันและเวลายอดนิยมที่ผู้คนเข้าใช้บริการร้านค้าปลีกมากที่สุดคือ วันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 17.00 น. และเข้าใช้บริการน้อยที่สุดในวันอาทิตย์...
โดย ทุ่งทะเล               การที่ “ผู้กองนัส” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)ไม่มีตำแหน่งรัฐมนตรีกลับกลายเป็นผลดีต่อพรรคพปชร. ทำให้มีเวลาทุ่มเทและใช้ศักยภาพได้อย่างเต็มที่สำหรับการบริหารงานพรรคในฐานะเป็นแม่บ้าน                ที่สำคัญก็คือการเตรียมผู้สมัครลงรับเลือกตั้งภายใต้กติกา บัตร 2 ใบ               “ตอนนี้เรามีว่าที่ผู้สมัครครบทุกจังหวัดแล้ว” เขากล่าวไว้เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมาในโอกาสเดินทางไปจังหวัดขอนแก่นเพื่อจัดตั้งสาขาพรรคและตัวแทนภาคอีสานของพปชร.ซึ่งมีความพร้อมเช่นกัน               นอกจากเขาจะสบายใจที่หัวหน้าพรรค “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯให้ความไว้วางใจซึ่งบิ๊กป้อมก็แสดงความชื่นชมที่ภารกิจที่มอบหมายมีความคืบหน้า และสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี               ขณะเดียวกัน การได้อาจารย์แหม่ม ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกมาร่วมงานเคียงบ่าเคียงไหล่ ทำให้ผู้กองอบอุ่นใจมากยิ่งขึ้น               ตลอด 3 เดือนเศษ นับแต่ผู้กองธรรมนัส และอาจารย์แหม่มพ้นจากตำแหน่งรมช.เกษตรฯและรมช.แรงงานเมื่อเดือนกันยายนจนถึงบัดนี้  2 ขุนพลคู่บารมีหัวหน้า “บิ๊กป้อม” ได้ควงคู่ลงพื้นที่ไปตามจังหวัดต่างๆครบทั้ง 4 ภูมิภาคพรั่งพร้อมด้วยส.ส.ของพรรคที่มาร่วมในการประชุมมวลสมาชิก แกนนำตลอดทั้งสาขาพรรคและตัวแทนภาค และการกำหนดตัวผู้สมัครส.ส. เช่น สุราษฎร์ธานี...
เมื่อเทรนด์ศัลยกรรมความงามในประเทศไทยขยายตัวในวงกว้าง ผู้คนให้การยอมรับ ทำได้ทุกเพศทุกวัย สามารถเริ่มทำได้ตั้งแต่อายุยังไม่มาก เพื่อเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ภายนอกให้ดูดีขึ้น เพิ่มความมั่นใจ เสริมบุคลิกภาพ เสริมจุดเด่นให้กับตนเอง เปรียบเสมือนส่วนเติมเต็มความสุข ที่ทำให้ผู้ศัลยกรรมมีความสุขมากขึ้น แน่นอนว่าตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน เทรนด์ศัลยกรรมความงาม มีการเปลี่ยนแปลงเรื่อย ๆ พร้อมกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น ครั้งนี้ นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่งและผู้อำนวยการศูนย์ศัลยกรรมความงามโรงพยาบาลบางมด ให้แนวคิดถึงความนิยมค่านิยมของคนไทยที่มีต่อการทำศัลยกรรมปัจจุบันไว้ว่า “การทำศัลยกรรมความงามในปัจจุบัน มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจากเดิมในทุกปี โดยประเภทศัลยกรรมที่นิยม ได้แก่ การทำศัลยกรรมดึงหน้า “Modern Facelift”, ศัลยกรรมตา “Temporal Lift” (Foxy Eyes), ศัลยกรรมเสริมสะโพก “Hybrid Gluteal Augmentation” (HGA) และศัลยกรรมเสริมหน้าอก “Modern Breast” ทั้งนี้ยังพบว่าเทรนด์ศัลยกรรมความงามปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยสามารถสรุปออกมาได้ 5 เทรนด์ดังนี้ 1.ศัลยกรรมเพื่อเสริมจุดเด่น มากกว่าการแก้ไขจุดบกพร่อง อดีตค่านิยมของการทำศัลยกรรม อาจทำเพื่อต้องการแก้ไขจุดบกพร่อง อาทิ เสริมจมูกให้โด่งขึ้น เพราะเคยถูกล้อเลียนจากการไม่มีดั้ง หรือการทำตาสองชั้น...
สะพานไม้ที่ทอดยาวอยู่ใต้ร่มเงาของไม้โกงกาง ซึ่งเป็นต้นไม้ที่มีรากเหมือนคนกางแขนอยู่ปริ่ม ๆ น้ำเป็นภาพแปลกตาที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวสายรักธรรมชาติหลายคนต้องเดินทางไปเช็คอิน เพราะถ่ายรูปมุมไหนก็สวยไปหมด แต่ป่าชายเลนยังมีเสน่ห์อีกมากมายให้ค้นหา และถ้ายิ่งรู้จักจะยิ่งรักและหวงแหนป่าชายเลนที่ได้ชื่อว่าเป็นป่าที่มีระบบนิเวศสมบูรณ์ที่สุดของโลก ไหน ๆ จะไปเที่ยวให้ได้อรรถรส ก็ต้องเก็บทุกช็อตความสวยงามไปพร้อม ๆ กับเรียนรู้เสน่ห์ของป่าชายเลน กับ 10 เรื่องที่ต้องเช็คก่อนแชะ แนะนำโดย ดร.สนใจ หะวานนท์ ที่ปรึกษากรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ในนามของโครงการ Dow & Thailand Mangrove Alliance ความร่วมมือเพื่ออนุรักษ์ป่าชายเลนอย่างครบวงจรและมีส่วนร่วมของกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย ร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) มาเที่ยวป่าชายเลนได้สูดโฮโซนมากกว่าเที่ยวป่าบกหรือชายทะเลถึง 5 เท่า             ความลับเรื่องหนึ่งของป่าชายเลนที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงคือเรื่องการเป็นแหล่งกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ใหญ่ที่สุดแหล่งหนึ่ง มีงานวิจัยในต่างประเทศพบว่าป่าชายเลนสามารถกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นสาเหตุของปรากฎการณ์ก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าป่าไม้เขตหนาวหรือป่าฝนเขตร้อนชื้นถึง 5 เท่าเมื่อเทียบต่อหน่วยในพื้นที่เท่า ๆ กัน โดยคาร์บอนส่วนใหญ่จะถูกกักเก็บไว้ใต้ดินในรากและเนื้อไม้ของลำต้นของต้นไม้             ขณะเดียวกันต้นไม้ในป่าชายเลนประเภทโกงกางต้องใช้ออกซิเจนจำนวนมากในการสังเคราะห์แสง จึงทำให้อากาศบริเวณป่าชายเลนมีแต่โอโซนบริสุทธิ์ไว้ฟอกปอดนักท่องเที่ยว  ครั้งต่อไปถ้าไปเที่ยวป่าชายเลน ขอแนะนำให้สูดอากาศเข้าปอดได้เต็มที่เลย 2. ป่าชายเลนต้นกำเนิดห่วงโซ่อาหาร             ใบไม้จากต้นโกงกางที่ร่วงหลนลงสู่พื้นผิวน้ำเค็มของป่าชายเลน แม้จะเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติแต่กลับสร้างสิ่งมหัศจรรย์อย่างคาดไม่ถึง เพราะเป็นต้นกำเนิดของห่วงโซ่อาหารที่มีปลายทางคือสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์ให้กับโลกใบนี้  ใครจะคิดว่าแค่ใบไม้ที่ร่วงหล่นจะย่อยสลายกลายเป็นอาหารของแบคทีเรียซึ่งเป็นจุดกำเนิดของข้อแรกของห่วงโซ่อาหารที่ส่งต่อไปยังปูแสมที่มีวงจรชีวิตอยู่ในป่าชายเลน...
งานวิจัยระดับโลกเผยผู้คนกว่า 78% รู้สึก “ติดอยู่ในภาวะเบื่อหน่าย” ในเรื่องหน้าที่การงานและเรื่องส่วนตัว 77%90% ยอมรับว่าคำนิยามความสำเร็จของเหล่าคนทำงานเปลี่ยนไปตั้งแต่เกิดภาวะการแพร่ระบาด89% ต้องการใช้เทคโนโลยีมาช่วยกำหนดอนาคต78% รู้สึกว่าบริษัทมีความใส่ใจต่อสุขภาพจิตของพนักงานมากกว่าช่วงก่อนการแพร่ระบาด           จากงานวิจัยล่าสุด โดย ออราเคิล และ เวิร์กเพลส อินเทลลิเจนซ์ (Workplace Intelligence) บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาด้านทรัพยากรบุคคล ระบุว่าผู้คนกำลังหันมาใช้หุ่นยนต์เพื่อส่งเสริมอาชีพการงานหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้พวกเขารู้สึกโดดเดี่ยวและแปลกแยกจากชีวิตของตัวเอง             งานวิจัยทำการศึกษาพนักงาน ผู้จัดการ หัวหน้าแผนกทรัพยากรบุคคล และผู้บริหารระดับสูงจำนวนมากกว่า 14,600 คนใน 13 ประเทศ ชี้ว่าผู้คนทั่วโลกต่างรู้สึกว่ากำลังติดอยู่กับภาวะน่าเบื่อหน่ายที่ไม่สามารถหาทางออกได้ทั้งในเรื่องอาชีพการงานและเรื่องส่วนตัว แต่ยังมีความพร้อมที่จะกลับมาควบคุมการใช้ชีวิตให้เข้าที่เข้าทางในอนาคตข้างหน้า โดยจากจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด มากกว่า 6,000 คน รวมถึงประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เช่น ออสเตรเลีย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลี และสิงคโปร์ คนวัยทำงานในเอเชียแปซิฟิกรู้สึกโดดเดี่ยว แปลกแยก และควบคุมการใช้ชีวิตของตัวเองไม่ได้             มาตรการล็อกดาวน์และความผันผวนที่ยาวนานกว่าหนึ่งปีจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้คนทำงานเกิดความสับสนทางอารมณ์ รู้สึกว่าไม่สามารถควบคุมชีวิตส่วนตัวและหน้าที่การงานของตัวเองได้ โดยบริษัทนายจ้างต่างตระหนักถึงเรื่องนี้...
ความใฝ่ฝันของคนรุ่นใหม่ในโลกยุคดิจิทัล ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำทำให้เกิด "Cryptocurrency" หรือเงินสกุลดิจิทัล ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการเก็งกำไรที่ทำให้ได้ผลตอบแทนที่ขึ้นลงอย่างไม่คาดฝัน อนาคตทางการเงินอาจดับวูบลงได้ในพริบตา หากไม่มีการศึกษาวางแผนที่ดีพอ             ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บุญยิ่ง คงอาชาภัทร หัวหน้าสาขาวิชาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) กล่าวว่า รูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนทุกวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องรูปแบบการใช้จ่าย จากเดิมที่เคยใช้เงินสด บัตรเครดิต เมื่อเข้าสู่ช่วงวิกฤติ COVID-19 ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่หันไปใช้ระบบออนไลน์ ทั้งการเลือกซื้อสินค้าและบริการ ใช้สแกน QR Code และการโอนเงิน เพื่อการใช้จ่ายแบบไร้สัมผัสกันมากขึ้น             เช่นเดียวกับการลงทุน พบว่าคนรุ่นใหม่สนใจใช้เงินสกุลดิจิทัล "Cryptocurrency" กันมากขึ้นทั่วโลก และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยในประเทศไทยพบว่าเริ่มมีใช้ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กันบ้างแล้ว             ที่น่าเป็นห่วง คือ คนไทยส่วนใหญ่ยังขาด "ทักษะทางการเงิน" หรือ "Financial Literacy" ที่เพียงพอรองรับเทคโนโลยีดังกล่าว โดยแม้ว่าในคนรุ่นใหม่จะเข้าถึงเทคโนโลยีในโลกยุคดิจิทัลได้อย่างรวดเร็วและง่ายกว่าคนรุ่นอื่นๆ แต่ประสบการณ์และความรู้ความเข้าใจอาจยังคงมีจำกัด              ซึ่ง "Cryptocurrency" เป็นการลงทุนที่มีการเก็งกำไรกันสูง แม้จะคล้ายกับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ หรือ "การเล่นหุ้น" แต่ "การเล่นหุ้น" ยังมี "ความน่าจะเป็น" บนพื้นฐานของ "ธุรกิจจริง" มีผลประกอบการที่ใช้พิจารณาประกอบ อาจจะผันผวนบ้างตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคง ในขณะที่ "Cryptocurrency" มีความเสี่ยงสูงกว่า ผันผวนได้อย่างรวดเร็วตลอดเวลา อาจกลายเป็นเหมือน "แมลงเม่าบินเข้ากองไฟ" ได้ หากผู้เล่นไม่รู้จักดีพอ บางสกุลมีการหลอกลวง บางสกุลมีการปล่อยข่าวสร้างภาพให้เกิดความหวังเกินจริง             "Cryptocurrency" เป็นเงินสกุลดิจิทัล ที่เกิดจากเทคโนโลยีBlockchain ซึ่งใช้ระบบในการควบคุมการแลกเปลี่ยนซื้อขายโดยไม่ผ่านธนาคาร จึงไม่มีอะไรมารับประกันได้เลย              แม้ธุรกิจประเภท "Cryptocurrency" ในประเทศไทยจะมีผู้ประกอบการซึ่งเป็นคนไทย และควบคุมโดย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แต่การควบคุมการขึ้นสูงของราคายังไม่มีกลไกที่ดีเท่ากับตลาดหลักทรัพย์              ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ซื้อขาย "Cryptocurrency" สามารถใช้เแอปพลิเคชันของต่างประเทศซื้อขายกันได้โดยง่ายไร้ข้อจัด ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของนักลงทุนหน้าใหม่ในประเทศไทยเช่นกัน             ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บุญยิ่ง ได้แสดงความห่วงใยถึงเยาวชนคนรุ่นใหม่ทิ้งท้ายว่า ไม่แนะนำในกรณีที่เป็นนักเรียนนักศึกษา ซึ่งต้องถึงกับเอาเงินที่ผู้ปกครองส่งมาให้เป็นค่าเทอมไปลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงจนเกิดความเสียหายกลายเป็นหนี้นอกระบบ              แม้ทุกคนมีสิทธิที่จะเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตในโลกอนาคต โดยอาจลงทุนด้วย"Cryptocurrency" เก็บไว้ได้บ้าง หากเงินลงทุนนั้นไม่กระทบต่อภาระที่ต้องใช้จ่ายในชีวิตปัจจุบัน              ถึงในวันนี้จะโชคดีได้เป็นเศรษฐี "ร้อยล้าน" แต่เพียงไม่กี่วันอาจ "พลิกฝ่ามือ" กลายเป็นสถานะตรงกันข้ามได้              จึงอยากให้มีการศึกษาข้อมูลเพื่อเรียนรู้ทำความเข้าใจให้ดีก่อนการลงทุน โดยที่จะต้องไม่ลืมเก็บออม แม้จะยังไม่ถึงวัยเกษียณ แต่การคิดเผื่อไว้ในวันที่ไม่มีรายได้จากการทำงานและการเก็บออมจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไรให้ยั่งยืนก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลยอย่างยิ่ง
ดีไซน์ทางสถาปัตยกรรมไม่ได้เพียงเพื่อตอบโจทย์ในด้านรูปลักษณ์ภายนอกให้อาคารเท่านั้น  หากแต่ยังสอดแทรกความหมายและประโยชน์ใช้สอยที่อาจคาดไม่ถึง  ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) หนึ่งในสถานที่จัดงานไมซ์ชั้นนำของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจและชวนทึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ของไบเทค  ที่นอกจากจะมีความโดดเด่นจนกลายเป็นสัญลักษณ์ให้กับสถานที่จัดงานระดับประเทศแห่งนี้แล้ว  ยังเปี่ยมด้วยประโยชน์ใช้สอยสำหรับการจัดงานไมซ์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี             ไบเทค ถือโจทย์หลักในการให้บริการแก่ลูกค้าและผู้ใช้บริการที่ศูนย์ฯ ให้ได้รับความสะดวกสบาย ปลอดภัย และประโยชน์ใช้สอยจากสถานที่อย่างเต็มที่  โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานประเภทการจัดแสดงสินค้า งานแสดงคอนเสิร์ต หรือโชว์เคสต่าง ๆ ที่ผู้จัดงานมีความต้องการใช้พื้นที่แตกต่างจากงานอีเวนต์ทั่วไป  ซึ่งไบเทคได้ให้ความสำคัญและใส่ใจในการออกแบบที่มีการผสมผสานทั้งงานด้านสถาปัตยกรรม วิศวกรรม และการออกแบบตกแต่งภายในและสภาพแวดล้อมภายนอกอาคารอย่างพิถีพิถัน และมีมาตรฐานในระดับสากล  โดยไบเทคได้รวบรวมสิบสิ่งที่ถือเป็นไฮไลท์มานำเสนอ เพื่อเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้กับลูกค้าและผู้ที่จะมาใช้บริการที่ศูนย์ฯ ดังนี้ เสากระโดงเรืออันเด่นเป็นสง่าของไบเทค มีดีกว่าความสวยงาม             โครงสร้างเสากระโดงเรือที่ถือเป็นเอกลักษณ์ทางด้านสถาปัตยกรรม (Iconic Architecture) ที่เป็นดั่งแลนด์มาร์คสำคัญแห่งย่านบางนา ที่จริงแล้วมีประโยชน์มากกว่าแค่ความสวยงามในเชิงสถาปัตยกรรม โดยริเริ่มจากความคิดที่จะสร้างศูนย์แสดงสินค้าที่ไร้เสาค้ำยันอาคารเพื่อให้พื้นที่ทุกตารางเมตรเกิดประโยชน์สูงสุด เสากระโดงทั้งหมด 26 ต้นของอาคารไบเทค ทำหน้าที่ดึงหลังคาโดยไม่ต้องมีเสาค้ำ  จึงทำให้พื้นที่ใช้สอยโล่งกว้างไม่มีเสากีดขวาง  ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้จัดงานที่จำเป็นต้องขนย้ายและติดตั้งอุปกรณ์หรือเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เครนช่วย หรือการจัดงานแสดงที่ต้องมีการเปลี่ยนฉากในแนวดิ่ง ซึ่งจุด Hanging Point ของโครงหลังคาหลักของไบเทค สามารถรองรับน้ำหนักได้ถึง 2,000 กิโลกรัมต่อหนึ่งแนวทรัสต์ ที่จอดรถของไบเทค เท่ากับสระว่ายน้ำโอลิมปิกถึง...